เส้นทางพระโพธิสัตว์ (ต่อ)

            ลงจากเขามันง่ายกว่าขึ้นหลายเท่า ฝูงนกเค้าแมวคอยจับหนูอยู่เกลื่อนถนน อากาศหนาวทำเอาโชเฟอร์ขับไปถูมือไป กว่าจะถึงเมืองตองตาก็แทบแข็งตาย ร้านอาหารแถวนี้เต็ม ต้องวิ่งเลยไปหาข้างหน้าที่เมืองเมียนชาน...
            ยอดเขาตองตามีเจดีย์เพิ่มหลายองค์ สะพานที่ปีก่อนเขาให้อ้อมหลบไปครึ่งโลกก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เลยสะพานไปเกือบชนกับรถที่สวนมา ไอ้บ้านี่วิ่งชิดซ้าย สงสัยว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย..! เข้าไปในตัวเมืองเมียนชาน เลี้ยวขวาเข้าสู่วัดซุนลูน...


สังขารศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่อูกะวิ วัดซุนลูน เมืองเมียนชาน


            สังขารศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่อูกะวิอยู่ที่นี่ ท่านมรณภาพมาสี่สิบกว่าปีแล้ว ร่างกายคล้ายกับหล่อด้วยทองแดง งามสมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อย นับเป็นสังขารพระสุปฏิปันโนองค์ที่สามของพม่า ที่คณะของเราได้กราบทำบุญในครั้งนี้ และรักษาได้ดีที่สุดขนาดสร้างพระเจดีย์ถวายไว้เลย...
            ออกมาวนหาร้านอาหารจนเกือบทั่วเมือง พม่าเขามีแต่ร้านกาแฟ จะกินข้าวกันต้องมื้อเที่ยงไปแล้ว ไปได้ร้านขายหมี่เล็กๆ ที่ลูกค้าแน่นตึง พระต้องนั่งโต๊ะเดียวกับโยม ก้มหน้าก้มตาฉันให้มันหมดเรื่องหมดราว จ่ายไป ๕๐๐ จั๊ตพอดี...


พิพิธภัณฑ์พระบรมสารีริกธาตุ วัดโพธิ์พันต้น เมืองเมียนชาน


            โซยุนท์พาเลี้ยวเข้าไปยังวัดพระมหาธาตุโพธิ์พันต้น มีมณฑปสร้างใหม่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุมากมาย พล.ท.ขิ่นยุนท์มาช่วยสร้างให้เหมือนกัน...
            กราบชมโดยครบถ้วนทั้งพระธาตุเขี้ยวแก้วจำลองแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วองค์จริงอยู่ที่เจ้าอาวาส ไปขอชมได้ที่นั่น พอขึ้นกุฏิไปแทบหงายทั้งยืน ทำไมพระธาตุมากมายมหาศาลอะไรเช่นนั้น เล่นบรรจุโหลขนาดยักษ์เป็นสิบๆ โหลเลย..!
            กราบหลวงปู่โกญฑัญญะ พอทราบว่าเป็นคณะพระไทย ท่านรีบให้โยมเปิดเซฟให้ชม มีทั้งพระบรมสารีริกธาตุหลากสี เหมือนเพชร เหมือนพลอย สีเหลือบแวววาวแบบไข่มุก ที่สำคัญคือพระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว พระเกศาธาตุ และพระทันตธาตุ..!
            คณะของเรากราบชมด้วยความปลาบปลื้มปีติใจ มีปัจจัยเท่าไรก็ถวายกันแค่หมดงบที่ตั้งไว้สำหรับทำบุญในแต่ละวัน เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังมอบพระบรมสารีริกธาตุให้อีกคนละ ๓ ขวดใบน้อย ที่ยิ่งไปกว่านั้น...
            ท่านให้โยมนำพระบรมสารีริกธาตุหลากสี ที่เป็นของส่วนพระเศียร มาแบ่งให้ครบทุกคน ซ้ำยังสอนว่าต้องสวดมนต์ภาวนา อย่างน้อย ๑๕ นาทีทุกวัน และใน ๗ วัน ให้ถวายผลไม้ตรงกับวันเกิดของตน ๑ ครั้ง พระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จมาเพิ่มเอง...
            กราบลาท่าน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นรถด้วยความปีติเป็นที่สุด นั่งภาวนามาจนถึงเมืองมิตตา เพิ่งจะสิบโมงครึ่ง แต่ยอดโชเฟอร์แนะนำว่า ควรจะฉันเพลที่นี่...เพราะว่ากว่าจะมีเมืองอีกทีก็ร่วม ๕๐ ไมล์ ถ้ามันเลยเพลซะก่อนจะลำบากโดยใช่เหตุ...


พระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว วัดโพธิ์พันต้น เมืองเมียนชาน


หลวงพ่อลาภะมุนี วัดมุยพะยา เมืองปะเลต


            ค่าอาหาร ๑,๔๐๐ จั๊ต คุ้มตรงห้องน้ำใหม่เอี่ยม เดินทางต่อถึงเมืองเจ้าเส่ สิบล้อหลบรถม้าเบียดสองแถวตกถนนฝุ่นตลบ..! สงสารม้าไม่สงสารคนแบบนี้แย่หน่อยนะ...เมืองนี้น้ำมันเถื่อนเยอะมาก เติมเพิ่มให้ลุงขาวอีก ๑๐ แกลลอน ๓,๒๐๐ จั๊ต...
            มาติดรถไฟตรงเมืองปะเลตพักใหญ่ แล้วเลี้ยวเข้าวัดมุยพะยา วัดนี้มีของแปลกคือ มีงูเหลือมขนาดใหญ่จำนวนมาก มาอาศัยอยู่ในเจดีย์ที่ตั้งพระพุทธรูป ตัวโตขนาดเสาเรือนก็มี เล็กขนาดขาอ่อนผู้ใหญ่ก็มี...
            งูเหล่านี้มาอยู่เมื่อ ๒๒ ปีก่อน มีตายไป ๑ ตัว ทางวัดจัดงานเผากันเป็นที่เอิกเกริก พระประธานที่บรรดางูใหญ่มาอาศัย ชื่อ หลวงพ่อ ลาภะมุนี พวกเรากราบพระไม่ได้ ขืนกราบถูกเหยียบแน่ เพราะคนแน่นมาก จึงต้องกลับออกมาติดรถไฟอีกขบวนหนึ่ง...
            ข้ามแม่น้ำเมี้ยตแหง่ (แควน้อย) เข้าเขตเมืองมัณฑะเลย์ โซยุนท์พาเลี้ยวขวาหน้าพระเจดีย์สแวดอ ถนนสายนี้เละที่สุด เป็นทางไปยังเมืองเมย์เมี้ยว ของรัฐฉาน พอเข้าเขตภูเขาถนนจึงดีใช้ได้ เขาเอานักโทษมาโบกรถตรงจุดอันตรายแทนตำรวจ...
            คนไทยถือว่า “น้ำหกบกสี่” เป็นจำนวนอันตราย ทางน้ำถ้าเดินทางหกคน เขากลัวเรือจะหกคว่ำ ทางบกไปสี่คน เขาถือว่าไปหามผี ส่วนทางพม่าถ้าขึ้นเขาขึ้นที่สูงเขาถือเลข ๙ ไปกัน ๙ คน เขาจะเก็บหินใส่รถเป็นการเพิ่มตัวเลข เราจึงเห็นเด็กรถคันหน้าวิ่งเก็บหินเหย็งๆ
            มารู้ทีหลังว่าเจ้าพ่อหลักเมืองรัฐฉานมีเก้าองค์ ถ้ามาเก้าคนพอดี ถือว่าบังอาจตีเสมอ จึงต้องเก็บก้อนหินใส่รถไปให้เกินเก้าเอาไว้ คนก็หลอกผีได้เหมือนกันนิ..!
            คดเคี้ยวขึ้นเขาโดยตลอด จนมาถึงจุดพัก ๒๑ ไมล์ หยุดให้ลุงขาวพักเครื่องที่ร้อนฉ่า คณะของเราอาศัยร้านค้าพักฉันกาแฟ อาตมาฉันน้ำชาที่เขาวางไว้ทุกโต๊ะแทนกาแฟ จนเครื่องเย็นดีแล้วจึงเดินทางต่อ หนทางเริ่มลงมากกว่าขึ้น...
            บ้านเมืองเริ่มเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนใหญ่เป็นตึก มุงหลังคากระเบื้องหรือสังกะสี แสดงว่ามาตรฐานการครองชีพของชาวไทยใหญ่สูงกว่าชาวพม่ามาก สวนผักสวนดอกไม้มีมากขึ้น สมชื่อเมย์เมี้ยวเมืองดอกไม้ พอผ่านบ้านกันจีกง (เนินสระใหญ่) ก็เป็นเขตตัวเมือง...


วัดปีดอตา (ศรีเมือง) เมืองเมย์เมี้ยว


            อากาศเย็นเฉียบทั้งที่ยังไม่บ่ายสาม เมย์เมี้ยวสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางสองพันสี่ร้อยเมตรเศษ ต่ำกว่าดอยอินทนนท์ประมาณ ๑๐๐ เมตรเท่านั้น สองข้างทางมีสตอ เบอรี่ขายเพียบ ถึงหน้าโรงเรียนรวมเหล่านักเรียนนายทหาร ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไป...
            เสียงโวยวายมาจากข้างทาง ยามรักษาการณ์ถือปืนเล็กกลวิ่งออกมาสกัด พอทราบว่าเรามาหาผู้กองฮันวินยุนท์ ลูกเขยของผู้หมวดกันยุนท์ ก็ขอโทษขอโพยบอกทางให้ ผู้กองแกเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นี่ ชื่อเสียงของอาจารย์เขาไม่เบาเหมือนกัน...
            วนถามทหารอีกสองแห่ง ก็มาถึงบ้านพักนายทหารของผู้กอง ผู้หมวดกันยุนท์กับคำเวลูกสาวออกมาต้อนรับ คำเวมีศักดิ์เป็นน้องสาวของทิดจิตร เพิ่งแต่งกับผู้กองได้ปีครึ่งเท่านั้น อายุปีนี้ ๒๒ ปี สมกับผู้กอง ที่อายุ ๒๗ เหมือนกิ่งทองใบหยก...
            ผู้หมวดเลี้ยงกาแฟทุกคน แล้วพาคณะของเรามาฝากให้พักที่ วัดปีดอตา (ศรีเมือง) ระหว่างรอเณรทำความสะอาดที่พัก ท่านนาวินพามาชมสวนพฤกษศาสตร์รุกขะเพทะ ค่าผ่านประตูคนละสามจั๊ต แต่ค่ากล้องตัวละ ๕๐ จั๊ต อะหยังกะแปงแต๊..!
            เมย์เมี้ยวหรือชื่อใหม่ว่าผิ่น อู ลวิน เป็นเมืองข้าราชการตั้งแต่สมัยอังกฤษครองพม่า ตึกแบบเก่าๆ สวยงามเป็นสัดส่วน สวนรุกขะเพทะนี้เป็นสวนสาธารณะไปในตัว เย็นๆ แบบนี้ชาวบ้านมาเดินเล่นบ้าง เล่นดนตรีกันบ้าง มองไปทางไหนก็มีแต่คนเต็มไปหมด...
            จุดเด่นของสวนอยู่ที่ต้นซากุระ กำลังออกดอกสีชมพูสะพรั่ง ไม้ดอกอื่นๆ เพิ่งปลูกเสริมยังไม่มีดอก ฝีมือเขายังไม่ถึงเรา ที่อ่างขาง


สวนพฤกษศาสตร์รุกขะเพทะ เมืองเมย์เมี้ยว


น้ำตกปวยเกา สวยตรงไหนก็ไม่รู้...?


เขาปลูกในเรือนเพาะชำจนงามหยด ถึงเวลาเอาไปเปลี่ยนได้เลย จึงมีดอกไม้สวยๆ ให้ชมทั้งปี...
            กลับมาสรงน้ำ บรื๋อว์..มันเย็นกว่าน้ำในตู้เย็นซะอีก กลั้นใจราดไปไม่กี่ขันคราวนี้สบาย...กลับขึ้นมาตรวจสอบบัญชีและเส้นทางที่เรามาตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์ ถึงได้ทราบว่านอกจากเขาเปลี่ยนเมย์เมี้ยวเป็นผิ่น อู ลวินแล้ว ยังดึงมาอยู่มณฑลมัณฑะเลย์อีกด้วย...

*************************