|
ตื่นเที่ยงคืน เสียงเขียดร้องแอดๆอยู่ใต้แพ แสงจันทร์นวลกระจ่าง นั่งภาวนาจนตีสี่ เจ้าของแพลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าว ควันโขมงรมจนทุกคนตื่น กันหมด อาตมาลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ทุกคนจึงพากันลุกตาม คุณยายเล็กหวีผมเกล้ามวยเรียบร้อยแล้วกราบเท้าคุณยายใหญ่อีกครั้ง สิ่งใดที่ทำเป็นประจำจนชิน ก็จะทำได้ง่ายอย่างนี้แหละ... อาหารเช้าพร้อม เขายกโต๊ะเตี้ยมาตั้งตรงหน้า แกงปลาเล็ก ปลาน้อยก้างเยอะเป็นบ้าเลย โกยอาหารลงท้องเพื่อร่างกายไปอีกวัน ท่านทนงศักดิ์ขอจ่ายค่าอาหารเอง บอกว่าแค่ ๖๕๐ จั๊ต ซื้อสมุดได้ตั้ง สี่ร้อยเล่มนับว่าถูกสุดๆ เออ..ถ้าไปไม่ทันผมจะยกให้คนอื่นซะให้รู้แล้ว รู้แร่ดไปเลย..!
เจ็ดโมงเช้านายท้ายมาตามให้ลงเรือ เจ้าประคุณเถอะ..มันเอา ผู้โดยสารมาจากไหนกันวะ..? ทั้งผู้หญิงผู้ชายตั้งยี่สิบกว่าคน สัมภาระอีก กองพะเนินเทินทึก จะมีที่ให้อาตมานั่งบ้างมั้ยเนี่ย ? บอกลาท่านทนงศักดิ์ แล้ว เรือของเราออกมาก่อน ออกเร็วก็ดีไปอย่างมันจะได้ถึงเร็วหน่อย...
ฝ่าสายหมอกมาถึงด่านกะเหรี่ยงราวเจ็ดโมงครึ่ง จ่ายค่านักเลง แล้วไปต่อ นกกระแตหาดบินวนร้องลั่นเหนือหัว เด็กหนุ่มที่หัวเรือคว้า หนังสติ๊กมายิง แต่ฝีมือมันไม่เอาไหน จั่วได้แต่ลม ถ้าเป็นอาตมาสมัยเด็ก เท่ากับเขา บินสูงแค่นี้รับรองว่าตำพริกแกงรอเอาไว้ได้เลย...
เกือบสองโมงเช้านายท้ายวาดหัวเรือเข้าเทียบฝั่ง ให้ทุกคนลงไป ทำธุระส่วนตัวได้ เมื่อเรียบร้อยก็มีสาวร่างท้วมคนหนึ่งลงมาจากฝั่ง เอา น้ำมนต์มาพรมๆ ที่หัวเรือ รับเงินจากนายท้ายที่ท่าทางเลื่อมใสเต็มที่ แล้วกลับขึ้นไปบนฝั่งตามเดิม...
 บรรยากาศสองฝั่งน้ำยามเดินทางกลับ
นายท้ายออกเรืออีกทีด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ อ้ายเป-รต..เรือแน่น แทบจะต้องขี่คอกันไป มันยังรับผู้โดยสารเพิ่มอีก ๔ คน ถามผู้โดยสารชื่อ นายยาวที่นั่งติดกันว่าเขาคิดค่าเรือเท่าไร ? ๓,๕๐๐ จั๊ตครับ ตายห่...งานนี้มันฟาดไปเกือบแปดหมื่นจั๊ตได้มั้ง ? แบบนี้อาตมาไม่ต้อง จ่ายเลยก็ได้นี่หว่า...เดี๋ยวต้องขอค่าเรือมันคืนบ้างแล้ว...
มัวแต่รับผู้โดยสารอยู่นั่นแหละ ลำของท่านทนงศักดิ์แซงไปแล้ว แถมโบกไม้โบกมือให้ซะด้วย เพิ่งจะลับสายตาไปฝนก็ตกลงมาซู่ใหญ่ เปียกม่อล่อกม่อแลกไปตามๆ กัน ครู่ต่อมาฝนหยุดตกแดดออกจ้าแทน กลิ่นผ้าครึ่งเปียกครึ่งแห้งเหม็นพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก..!
 ล่องแก่งมหาภัย พลาดเมื่อไรตายลูกเดียว..!
สายน้ำพลุ่งพล่านปั่นป่วน แก่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า นายท้ายพาเรือ ทวนน้ำไปตามร่องที่เห็น น้ำกระเซ็นเข้าเรือเป็นระยะ หัวเรือยวบขึ้นลง ตามคลื่นที่พุ่งสวนเข้ามากระแทก พอคลื่นใหญ่อีกลูกพุ่งปะทะ หัวเรือจม วูบลง เครื่องเรือมันดับเอาดื้อๆ เรือไหลตามน้ำลงแก่งไปอย่างรวดเร็ว..!
เสียงผู้โดยสารหญิงหวีดว้ายกันชุลมุน หลายคนต่างคว้าต้นไม้น้ำ เป็นการใหญ่ แต่ไม่สามารถจะรั้งเรือที่เพียบหนักเอาไว้ได้ อาตมาลุกขึ้น กวาดสายตาไปรอบตัว เห็นกิ่งไม้ใหญ่ยื่นมาเกือบกลางลำน้ำ เอานี่ล่ะ... เกร็งแขนเข้าปะทะพอเรือสะดุดวูบก็โอบเอาไว้ สองเท้ายันเต็มที่หยุดเรือ ลงได้..!
ผู้โดยสารชายหลายคนลุกขึ้นมาช่วยกันออกแรงรั้งเรือ พลางเร่ง ให้นายท้ายรีบแก้ไขเครื่องยนต์ให้ไวๆ มารดามันเถอะ..รู้มั้ยว่าเครื่องดับ เพราะอะไร ? น้ำมันหมด..! มันน่าตายเนอะ..! อาตมาปล่อยมือจากกิ่งไม้ นั่งมองนายท้ายถ่ายน้ำมันลงถังด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก...
เครื่องเรือติดขึ้นอีกครั้ง พอเร่งได้รอบทุกคนที่ยึดกิ่งไม้ไว้ก็ ปล่อยมือ เรือแล่นกระดืบๆ ทวนน้ำขึ้นไปอีกครั้ง คราวนี้ผ่านไปได้อย่าง ปลอดภัย แต่ก็ปลอดภัยแค่แก่งนี้เท่านั้น ช่วงนี้มีแต่แก่งหินมหาประลัย เยอะแยะไปหมด น้ำรู้สึกว่าลดลงมากกว่าวันมา บางช่วงหินโผล่ให้สลอน...
ลุ้นระทึกแก่งแล้วแก่งเล่า เรือบรรทุกหนักมามีประโยชน์เอา ตอนนี้เอง เวลาทวนแก่งมันไม่ถูกกระแสน้ำพัดเป๋ไปง่ายๆ จนเสียจังหวะ เหมือนเรือเบา แต่ความหนักทำให้เรือเพียบปริ่มน้ำ ต้องวิดน้ำที่กระเซ็น เข้าเรือทิ้งอยู่ตลอดเวลา แดดเปรี้ยงๆ หัวร้อนฉ่าแต่ตีนแช่น้ำในเรือเย็นดีจัง กลัวแต่ว่ามันจะได้แช่ทั้งตัวเลยนะซิ..!
แก่งข้างหน้ามีแพซุงเกยคาอยู่ บรรดาสิงห์ป่าซุงช่วยกันงัดช่วย กันผลักอย่างไรก็ไม่หลุด เรือของเราเลาะข้างหลบมาได้ ที่สวนมาอีกเป็น แพซุงยาวเหยียดนับสิบแพ ถ้าเข้าร่องน้ำผิดมีหวังไปติดกับแพข้างหน้า ปิดไปทั้งลำน้ำโดยไม่เจตนาเป็นแน่ ใครมาทีหลังคงไม่ต้องผ่านจนกว่า พ่อจะหลุดไปได้...
สิบเอ็ดโมงเรือสะดุดดับลงอีกที คราวนี้แค่กระตุกใหม่ก็ติด วิ่งไป อีกสักสิบนาที มาถึงแพพักกลุ่มหนึ่ง นายท้ายเทียบเรือเข้าไป ญาติโยม ทั้งหลายเพิ่งจะได้กินข้าวเช้ากันตอนนี้เอง นายยาวกับนายทองที่บอก อาตมาว่าจะไปทำงานที่ราชบุรี จัดการเอาอาหารเพลมาถวาย...
 แพซุงที่พบเห็นได้เป็นระยะตลอดเส้นทาง
เที่ยงครึ่งออกเดินทางต่อ ประมาณสิบห้านาทีมาถึงบ้านมิยันตอง มีคนขอลงตรงนี้หกคน ค่อยยังชั่วหน่อย ไม่อย่างนั้นอาตมาคงแย่กว่านี้ แรกๆ เขารู้ว่าเป็นเรือที่อาตมาเหมาก็เกรงใจ อุตส่าห์นั่งเบียดกันเว้นที่ว่าง ไว้ให้
นานไปพอเมื่อยมากเข้า คราวนี้ชักหมดความเกรงใจ ขยับออกมา คนละนิดคนละหน่อย ที่นั่งของอาตมาหายไปเรื่อยๆ จนเหลือท่านั่งยองๆ แบบหลวงพ่อคูณ พอขาเป็นเหน็บก็ต้องขยับเปลี่ยนท่า แต่ที่มันจำกัด นั่งเอียงก้นได้ซีกเดียว ขยับจนเข้าที่พอดีเจ็บก้นต้องเปลี่ยนท่าอีก ท้ายสุดนั่งจนก้นระบมไปทุกตารางนิ้ว...
ขยับออกมาได้ค่อยสบายขึ้น บ่ายสองโมงมาถึงด่านชุยปูฮัด นายท้ายขึ้นไปจ่ายค่าผ่านทาง ราคาปกติสามพันจั๊ต แต่นี่เหตุการณ์ไม่ปกติ ยังไม่พอ มันยังได้คนมาล้นลำเรือ นายด่านจึงขึ้นราคาเป็นเจ็ดพันจั๊ต ต่อรองอย่างไรก็ไม่ยอมลด ท้ายสุดต้องจ่ายเขาไปจนได้...
คนถือปืนไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้เปรียบ.. นายยาวเขาว่า อาตมา ถามถึงคนถือปืนของไทยบ้าง แกบอกว่าสบายหน่อย เพราะส่วนใหญ่จะ แอบรับเงินกันเอง อย่างที่แกเข้าไปทำงานก็เหมือนกัน จะมีตำรวจ มาติดต่อเพื่อพาเข้าเมืองไทยให้ จ่ายที่ด่านเจดีย์สามองค์คนละสี่พันบาท เขาจะพาไปส่งถึงโรงงานเลย...
บ่ายสองครึ่งมาถึงหมู่แพอีกจุด เรือของท่านทนงศักดิ์มาจอดพัก อยู่ที่นี่ ลำของเราจอดบ้าง อาตมาขึ้นฝั่งไปปัสสาวะ แล้วลงแพมาเติมน้ำชา เข้าไปอีกแก้วใหญ่ เห็นเขามีน้ำตาลโตนดใส่ถุงขาย ถุงละร้อยจั๊ต จัดการ ซื้อมาหนึ่งถุง รสชาติดีมาก แต่ถ้าเพลินมันจะติดลม แล้วหมดเอาง่ายๆ...
เรือลำอื่นทยอยกันออก ของเรายังมัวแต่ซ่อมเครื่องอยู่นั่นแหละ จนบ่ายสามครึ่งจึงออกตามเขาไป ทะยานข้ามแก่งที่ทั้งใหญ่ทั้งน้ำเชี่ยว ผ่านไปได้ไม่นานก็เจอเรือที่มาก่อนเครื่องดับลอยลำอยู่ นายท้ายชักจะเก่ง ขึ้นมาหรือไรไม่ทราบได้ เข้าไปช่วยลูบๆ คลำๆ พักเดียวก็ติด...
คราวนี้ตามกันเป็นพรวน คงเห็นว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว นานๆ ถึงจะมีเรือสวนมาสักลำ คลื่นจากเรือกระแทกกันเองเป็นระลอก ลำไหน อยู่หน้าก็ได้เปรียบ ฟ้าเริ่มมัวตาลงด้วยเมฆมาบัง แมลงบินตามลำน้ำมา ปะทะหน้าเหมือนกับฝนตก นกนางแอ่นโฉบกินแมลง บินต่ำจนแทบจะลง มาคว้าไปจากหน้าของเราเลย...
 ค่ำลงอีกวันแล้ว ยังไปได้ไม่ถึงไหนเลย
บ่ายสี่ครึ่งเห็นพระลงสวดปาฏิโมกข์กันบนแพ ซึ่งใช้แทนโบสถ์น้ำ พม่าเขาทำกันง่ายๆ ไม่ต้องดิ้นรนสร้างโบสถ์ราคาหลายๆ ล้านแข่งกัน แบบเมืองไทย แค่ผูกแพห่างจากฝั่งสามวาก็ใช้ได้แล้ว สะดวกคล่องตัว ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต พังก็ซ่อมแซมใหม่ได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองมาก
ตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ราวกับจระเข้ กำลังขุดทรายค้นเอา ไข่เต่าขึ้นมากิน เลยไปอีกหน่อยแพซุงแตกเกยคาแก่ง ห้าโมงครึ่งฟ้าเริ่มมืด จริงๆ อาตมาตั้งใจอธิษฐานอุโบสถบนเรือ ดวงจันทร์แฝงเมฆเห็นอยู่เลือน ราง นายยาวบอกว่าวันนี้ความจริงจะชวนนายทองไปลอยกระทงกัน แต่วันนี้คงไปไหนไม่ได้แล้ว...
ถามนายทองว่าเวลาอยู่เมืองไทยไปลอยกระทงกันที่ไหน? นาย ทองบอกว่าที่พระปฐมเจดีย์ แต่วันนี้พวกเรากลายเป็นกระทงลอยเท้งเต้ง อยู่กลางน้ำกันซะเอง ถ้าได้นั่งสบายๆ แบบนางนพมาศในงานลอยกระทง ก็ยังดี นี่นั่งได้แค่มุมก้นเดียว จนเจ็บระบมทั่วถึงไปทั้งก้นแล้ว..!
เฮ้ย...เอาอีกแล้ว..! เครื่องดับกลางแก่งลอยถอยหลัง อาตมาคว้า ไม้น้ำกอใหญ่ ยื้อจนเรือเบนทิ่มติดฝั่ง บักว่อกเอ๊ย...น้ำมันหมดตามเคย มารดามันวิ่งเรือมาไม่รู้หรือไงว่าน้ำมันถังหนึ่งไปได้แค่ไหน ? อาตมาเลิก สงสัยแล้วว่า ทำไมเรือคว่ำคนตายกันปีละหลายครั้ง..!
ส่องไฟฉายช่วยนายท้ายที่งมโข่งเติมน้ำมัน เรียบร้อยแล้วออกเรือ ได้ มันมืดจนมองข้างหน้าไม่เห็น ต้องอาศัยแหงนมองท้องฟ้า เล็งเทียบกับ ยอดไม้แล้วเลี้ยวไปตามช่องว่างที่พอมองเห็น เมฆมามืดหนักเข้าไปอีก อาตมาถอดจีวรพับใส่ถุงพลาสติค ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า...
ต้องค้างข้างหน้าแน่นอนครับท่านอาจารย์ ไปกลางคืนไม่ได้หรอก ผ่านด่านกลางคืนทหารมันยิงเอาจริงๆ... นายทองที่พูดไทยออกแปร่ง หน่อยบอกมา อีกไม่นานมาถึงหมู่แพบ้านจ็อกเผีย เรือของเราเข้า เทียบท่า ทุกคนขึ้นไปพักผ่อน บ้างก็สั่งอาหารมากินกันชุลมุนวุ่นวาย...
อาตมาขึ้นฝั่งไปปัสสาวะ แล้วล้างหน้าแปรงฟัน สวดมนต์ทำวัตร พอดีฝนลงหนัก นายยาวเอาน้ำอัดลมมาประเคน อาตมารับแล้วส่งคืนให้ บอกว่าค่ำแล้วไม่ฉันน้ำอีก ขี้เกียจลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก เกือบสองทุ่ม เรือของท่านทนงศักดิ์จึงมาถึง เปียกฝนโชกไปตามๆ กัน แพที่ไม่ใหญ่นัก เลยแน่นไปหมด...
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
อากาศหลังฝนเย็นไม่น้อย อาตมาขดตัวจนเมื่อยจึงยืดเท้าออก แต่ยืดไปได้นิดเดียว ไม่รู้ไปติดอยู่กับหัวของใคร ต้องหดกลับเข้ามา อย่างเดิม ยุงเยอะทีเดียวทั้งที่นอนกันแน่น มันยังพยายามจะกัดทะลุโปง จีวร เพื่อกินเลือดอาตมาให้ได้
ภาวนาจับอานาปานุสติเอากำไรไปเรื่อยๆ นิมิตเห็นลูกทราย (เด็กหญิงเนตรทราย พันหา) ร้องไห้มาหา ยายหนูคงคิดถึงหลวงพ่อ ขนาดหนัก รับปากไว้ว่าปิดเทอมจะพาไปเที่ยว แต่หลวงพ่อมาติดธุระอยู่ เมืองพม่า ไม่รู้ว่ากลับไปถึงจะเปิดเทอมหรือยัง ถ้าเปิดเทอมแล้วก็ต้องรอ ปิดเทอมใหญ่โน่นแหละลูก...
นึกถึงตอนที่แม่เขาอุ้มมาถวาย ตัวเล็กนิดเดียวผอมกะหร่อง เพิ่งรู้สึกว่ารับไว้เป็นลูกเวลาก็ผ่านไปเจ็ดแปดปี วันเวลาเหมือนกับ สายน้ำไหล ล่วงเลยไปแล้วไม่หวนกลับมาอีก ฝากไว้เพียงรอยอดีตที่ เลือนลับ นับวันจะจางไปทุกที ธรรมดาของโลกเป็นเช่นนี้เองหนอ...
ลุกขึ้นไปล้างหน้า แพมันแคบเกินไปสำหรับคนมากอย่างนี้ ทุกคนจึงพากันตื่นจนหมด ท่านทนงศักดิ์บอกว่าเณรเป็นไข้ อาตมาค้น เอายาที่มีติดตัวเป็นประจำส่งให้ กำชับว่าให้ฉันหลังอาหาร สาวๆ ที่มาเรือ ลำเดียวกันนั่งพอกแป้งแข่งกัน ไม่ได้อาบน้ำมาสองวันโปะเข้าไป จะกลบ กลิ่นไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้..?
ฉันเช้าเสร็จนายท้ายก็เร่งออกเรือ ญาติโยมกินกันแต่น้ำชากาแฟ คณะล่องแก่งมหาภัยฝ่าแก่งอันตรายจนน้ำเข้าเปียกโชกไปทั้งลำ ต้องนั่ง ยองๆ ช่วยกันวิดน้ำ อาตมาที่พับจีวรเก็บไปแล้วยังโดนคลื่นซัดย่ามเปียก ไปครึ่งใบ นึกซะว่าอาบน้ำทดแทนกับที่ไม่ได้อาบก็แล้วกัน...
 ถ้าไม่มีแก่งอันตราย บรรยากาศก็สวยดีอยู่หรอก
เสียงใบพัดเรือกระทบหินใต้น้ำดังกราว..! นายท้ายยกหางเรือ พ้นน้ำ ใบพัดสามแฉกเหลือแค่สองแฉกเท่านั้น หักสะบั้นไปซะมุมหนึ่งแล้ว ยังพอฝืนไปได้ แต่มันวิ่งไม่ค่อยออก ยิ่งตอนทวนน้ำเชี่ยวๆ ทำท่าจะถอย หลังเอาซะหลายหน ต้องช่วยกันขย่มถ่วงให้เรือไหลช้าลง จึงผ่านไปได้ อย่างน่าหวาดเสียว...
แปดโมงเช้ามาถึงด่านตรวจของทหารกะเหรี่ยง เรือเข้าเทียบ เพื่อเปลี่ยนใบพัด หลายคนฉวยโอกาสกินข้าวเช้า เรือลำอื่นที่ตามหลังมา ทันกันตรงนี้เอง เมื่อเปลี่ยนใบจักรเรียบร้อยก็ออกตัว ตามกันไปทั้งขบวน บางคนที่สั่งข้าวห่อมาจัดการกินกันบนเรือนี่แหละ...
เกือบเก้าโมงเช้ามาถึงแก่งใหญ่ เรือที่กำลังพุ่งข้ามแก่งดับเอาดื้อๆ อีกหน บรรลัยละงานนี้..! มันเป็นแก่งโล่งๆ ไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวได้เลย ทุกคนต้องลุกขึ้นขย่มเรือพร้อมๆ กันเป็นจังหวะ เพื่อชลอความเร็วให้ช้าลง ยังดีที่ไม่เกยหินพลิกคว่ำ เลยแก่งไปถึงท้ายน้ำจึงคว้าต้นไม้เอาไว้ได้...
น้ำมันหมด..! พ่อคุณแม่คุณเอ๋ย..! มันไม่รู้จักเอาบทเรียนที่พบ มาปรับปรุงกันซะบ้างเลย อีแบบนี้ถึงตายไปก็ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเอง ที่อยากมากับมัน เติมน้ำมันแล้วทวนแก่งขึ้นไปใหม่ ช่วงต่อจากนี้น้ำตื้นลง ทุกขณะ บางตอนเรือวิ่งเสียดสีกับทรายใต้น้ำ แต่ก็ยังพอไปได้ ไม่น่าเชื่อว่า แค่อาทิตย์เดียวน้ำจะลดได้ขนาดนี้...
 ช่วงที่น้ำตื้นต้องลงเข็นกันซะบ้าง ถือว่าผลัดกันขี่..!
รับคนขึ้นมาอีกสามคน จะไปชองโส่งเช่นกัน เรือหนักขึ้นคราวนี้ ต้องลงช่วยกันเข็นผ่านที่ตื้น พ้นแล้วค่อยไปต่อได้ บางช่วงตื้นจัดต้องให้คน ลงหมดยกเว้นอาตมา เขาพากันเดินลัดไปบนบก ส่วนเรือเปล่าพาอาตมา วิ่งทวนน้ำขึ้นไปรอรับข้างหน้า บางคนขี้เกียจลัดป่าก็เดินลุยน้ำไปเลย ยอมเปียกนิดหน่อย ดีกว่าบุกป่าตั้งไกล...
ที่น้ำตื้นบางช่วงก็สั้นบางช่วงก็ยาว อาตมานั่งสบายอยู่คนเดียว เดี๋ยวๆ ก็ลงเดินกันที ทุกลำที่ตามกันมามีสภาพเหมือนกันหมด ดูทั้งผู้หญิง ทั้งคนแก่แล้ว อดชื่นชมพวกเขาไม่ได้ ช่างทรหดอดทนกันชนิดสุดใจ ขาดดิ้น บ้านเราลำบากนิดก็ไม่ไปแล้ว...
สิบโมงเช้าแดดจัดจ้าขับไล่หมอกและความหนาวเย็นไปจนสิ้น เครื่องเรือสำลักพรืดๆ แต่ยังไปต่อได้ หยุดรับผู้โดยสารอีกหนึ่งคนก็ได้เวลา เพลพอดี แวะเข้าไปยังหมู่เรือนแพหาอาหารรองท้อง นายยาวกับนายทอง ช่วยจ่ายค่าอาหารให้ ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ...
หลังเพลเรือทุกลำวิ่งตามกันไป ผ่านแก่งใหญ่สามแก่งรวด ต้องลง เดินกันแทบทุกแก่ง ขามาเราตามน้ำเรือพุ่งผ่านไปได้ ขากลับทวนน้ำ พอ ท้องเรือติดทรายก็เสร็จ ต้องเดินบ้างช่วยกันเข็นบ้างงูคอแดงตัวหนึ่ง ว่ายน้ำตรงรี่เข้ามา พอเจอคนจำนวนมากก็ดำน้ำหายไปเลย...
หมู่หินใต้น้ำโผล่กันสลอน อีกไม่เกินสิบวันเรือคงต้องเลิกวิ่ง เพราะ ตื้นเกินกว่าจะไปกันได้ ถึงตอนนั้นก็คงต้องรอจนกว่าดินจะแห้งพอที่รถจะ วิ่งได้ การคมนาคมจึงจะเริ่มต้นกันอีกครั้งหนึ่ง เรือผ่านโค้งมรณะ เห็นท่อน ซุงและตอไม้ใต้น้ำโผล่เต็มไปหมด น้ำลดแบบนี้เห็นแล้วหวาดเสียวดี เป็นบ้า..!
 ขี่เรือขี่เกวียนก็เหมือนกัน อยู่ใต้พระจันทร์ดวงเดียว
พ้นโค้งเห็นตอม่อสะพานรถไฟสายมรณะตระหง่านอยู่ เรือลำ ของเราน้ำมันหมดต้องเติมอีกครั้ง ลำหลังแซงขึ้นมา ท่านทนงศักดิ์ เปียกโชกไปทั้งตัว เป็นไงคุณ...เขาไม่ให้สรงน้ำเลยโดดมันเองหรือไง..? ผมร้อนมากเลยโดดน้ำให้เย็นต่างหากละครับ... ท่านว่าแก้เขินที่ดันตกน้ำ อยู่คนเดียว...
บ่ายโมงเศษมาถึงด่านมอญ ผู้โดยสารลงเดินกันหมด เหลือบนเรือ รวมอาตมาด้วยแค่สี่คน จ่ายค่าผ่านทางแล้วนายท้ายพามาส่งที่ท่าเทียบ เรือชองโส่ง อาตมาคว้าย่ามสะพายบ่า บอกนายท้ายว่าขอเงินคืนหมื่นหนึ่ง เอาคนมาขนาดนี้ จ่ายให้สามพันถือว่ามากสุดขีดแล้ว..!
 รอดตายกลับมาถึงท่าเรือชองโส่งจนได้
นายท้ายแกตีหน้าพิกล บอกอ้อมแอ้มว่าทำไมไม่บอกก่อนถึง ด่านมอญ เงินให้ไว้กับเมียหมดและเมียเขาขึ้นที่ด่านมอญไปแล้ว อ้าว.. ไอ้เวลล์...ตอนแรกเอ็งไม่บอกว่าเมียมาด้วย แบบนี้มันเล่นแง่นี่หว่า อาตมา มองไปที่ป้อมยามเห็นทหารยืนอยู่สองนาย คว้ามือมันบอกว่าไปคุยกัน ต่อหน้าทหารโน่น..!
นายท้ายตัวดีหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ยกมือไหว้ขอโทษขอโพย บอกว่า อย่างไรก็ไม่มีให้จริงๆ เพราะเมียเขาเอาไปหมดแล้ว ไอ้เจ้านี่ต้องให้โล่สามี ดีเด่น..! จนมันสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มาคราวหน้ามันจะให้นั่งเรือฟรีๆ อาตมาจึงยอมเลิกรากันไป...
 ถึงด่านเจดีย์สามองค์แล้ว กลับบ้านเรายักษ์รออยู่..!
ความจริงอาตมาไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรหรอก ที่แกล้งเขี้ยวกับเขา เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนามเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะเห็นคนไทยเป็น หมูสยามอยู่ร่ำไป กำชับมันว่าสัญญาอะไรไว้จำให้แม่นนะ ไม่อย่างนั้นพ่อจะ เอาทหารตามทวงถึงบ้านเลยซิเอ้า..!
สองแถวและมอเตอร์ไซค์แย่งกันมาหาผู้โดยสารไปส่งที่ด่าน เจดีย์สามองค์ รถสองแถวเก็บคนละสามสิบบาท มอเตอร์ไซค์คิดห้าสิบ บาท เพื่อความคล่องตัวอาตมาโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ วิ่งฝุ่นตลบผ่านด่านไป แบบง่ายๆ เพราะพวกเขาวิ่งกันวันละเป็นสิบๆ เที่ยว เจ้าหน้าที่ขี้เกียจ ตรวจบ่อยๆ...
จ่ายค่ารถเมื่อข้ามมาขึ้นฝั่งไทย โทร.ไปหาทิดจิตร (จิตติพัฒน์ เอี่ยมโอด) โทรศัพท์มันไม่ติด เลยต้องมารบกวนตำรวจโบกรถให้ คุณจ่า แกฉลาดเป็นกรด โบกเรียกรถเฟอร์นิเจอร์ให้ ซึ่งพวกเขาวิ่งสินค้าหนีภาษี จนไม่กล้าปฏิเสธตำรวจอยู่แล้ว อย่าว่าแค่ส่งพระรูปหนึ่งเลย มากกว่านี้ เขาก็ยอม...
รถเฟอร์นิเจอร์อัดลมเข้ายางเส้นละหนึ่งร้อยปอนด์ เวลาเข้าโค้ง แต่ละทีกระโดดเป็นม้าเลย โชเฟอร์ใจดีส่งถึงหน้าบ้านทิดจิตรที่ทองผาภูมิ แม่ของทิดจิตรเจอหน้าเข้าร้องลั่น ตายแล้วท่านอาจารย์ ทิดจิตรมันไปรอ ท่านอาจารย์ที่วัดตองไวโน่น... จบเห่กันไอ้โทรศัพท์เฮงซวย..!
สุดท้ายลากตัวเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจากวงเหล้า ให้ไปส่งอาตมาที่ นิคมสหกรณ์ทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่เขาขับรถเร็วแบบนี้จนชิน หรือว่าจะ รีบกลับไปเข้าวงก๊งต่อก็ไม่รู้ แต่มันทันใจดีแท้ ลงที่ปากซอยแล้วอาตมาโดด เกาะมอเตอร์ไซค์อีกต่อหนึ่ง ไปถึงเกาะพระฤๅษีทันทำวัตรเย็นพอดีเลย...
๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ปล. รอท่านทนงศักดิ์อยู่เกือบครึ่งปี ไม่เห็นมารับสมุดซักที จึง ถวายให้วัดท่าขนุนไปทั้งหมด
๕ เมษายน ๒๕๔๒
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
 พระประธานวัดไจ๊ซาลาน เมืองมะละแหม่ง
|