|
นอนน้อยก็เหมือนนอนมาก มันตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน นอนภาวนา แข่งกับวีดีโอจนตีสาม ลุกออกไปสรงน้ำวีดีโอมันเพิ่งจะเลิก ขยะเต็มไปทั้ง ลานวัดเหมือนเดิม ถึงตีห้าทำวัตรเช้ากันแล้ว ท่านนาวินตรวจสอบจำนวน เงินว่าตรงกับตัวเลขหรือไม่ อาตมาฉวยโอกาสแลกธนบัตรเอาไว้บ้าง...
เมื่อต้นปีไปแสวงบุญมาเกือบทั่วพม่า เสียท่าเขาตรงที่ไม่มี แบ๊งค์ย่อยไว้ทำบุญ คราวนี้จึงแลกใบละห้าจั๊ตสิบจั๊ตเอาไว้สามพันห้า ฝากท่านนาวินเอาไว้ ถ้าปีใหม่ไม่มาก็เชิญคุณใช้ได้ตามสบาย ที่นี้แหละ พ่อจะแจกสะบัดเป็นเศรษฐีใหม่ไม่เคยรวยซะบ้าง ยิ่งอยู่นานไปก็ยิ่งเห็น ช่องทางต่างๆ มากขึ้น ทำอะไรได้คล่องตัวขึ้น...
ครูบาน้อยให้ตำรายามาอีกสองขนาน เป็นยาแก้วัณโรคกับยาถอน พิษเบื่อเมาทุกชนิด ยาแก้วัณโรคต้องเอาต้นมะละกอตัวผู้อายุให้ได้ สามปีขึ้นไป ทั้งต้นทั้งราก ล้างสะอาดแล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้ แห้ง จากนั้นเอาไปเผาไฟ แล้วรวบรวมขี้เถ้าทั้งหมดมาผสมน้ำ...
คนน้ำผสมขี้เถ้าให้เข้ากัน วันละสามครั้ง เป็นเวลาสามวัน ทิ้งให้ตกตะกอน แล้วรินเอาเฉพาะน้ำมาต้มจนแห้ง จะได้เป็นเกลือ เอาเกลือนี้ขนาดเมล็ดมะละกอ ผสมกับน้ำผึ้งหนึ่งขวด กินครั้งละ หนึ่งช้อนโต๊ะวันละครั้ง กินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายจากวัณโรค (หรือไม่ก็ม่องเท่งซะก่อน..!)
ส่วนยาถอนพิษเบื่อเมา ให้ใช้ต้นไมยราพ ต้นผักโขมหนาม ต้นกุ่ม ต้นหนาด ทั้งต้นอย่างละเท่าๆ กัน เอามาเผาไฟ ต้มเป็นเกลือ เช่นเดียวกับยาแก้วัณโรค เมื่อโดนพิษเบื่อเมาทุกชนิด เอาเกลือนี้เท่า เมล็ดพริกไทย ผสมน้ำอุ่นดื่มเข้าไป จะถอนพิษได้...
หลังอาหารเช้าแล้ว ต้องรอโยมปะไลไปหาน้ำมันเรือก่อน นี่เขา เตรียมตัวล่วงหน้ากันไม่เป็นหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ? ขนาดบอกล่วงหน้า เป็นวันแล้วนะ รอไปรอมาพอดีเณรน้อยเอาเพชรตาแมวมาให้ดู เป็น เหมือนเศษขี้ผึ้งขาวๆ แข็งๆ ขนาดเท่าขี้ตาแมวเห็นจะได้..!
ถ้าแมวที่มีตาเป็นเพชร ตาของเขาจะเป็นสีเขียวหรือสีฟ้า ไปทั้งดวง ไม่มีตาดำแบบแมวอื่นๆ เมื่อเขาตายลง ให้เอาใส่หม้อดิน ฝังทรายเอาไว้ เมื่อครบสามเดือนค่อยขุดขึ้นมาทำบุญเลี้ยงพระ อุทิศส่วนกุศลให้เขา...
จากนั้นค่อยเทกระดูกเขาลงบนผ้าขาว แล้วค้นหาดู จะพบ หินสีขาวขุ่นแบบลูกอมเมนโทส นั่นแหละเพชรตาแมวของแท้ล่ะ... บางทีก็มีสีเขียวหรือสีฟ้าแบบกำมะหยี่บางๆ คลุมอยู่ พอเช็ดออก ก็จะเป็นสีขาวขุ่นเช่นกัน ถ้าตายปุ๊บควักเอาตาปั๊บเลย ส่วนมากจะเน่า หมด หรือไม่ก็ได้มาแค่ขี้ตาแมวแบบรายนี้แหละ...
 ชาวบ้านหาปลาตลอดทั้งสองฝั่งลำน้ำ
พ่อออกปะไลนิมนต์ลงเรือ ท่านนาวินโดดตามลงมาด้วย บอกว่าจะ ไปส่ง เฮ้ย..เมืองจะอีนไม่ใช่ใกล้ๆ นะคุณ แต่ครูบาน้อยท่านไม่ฟังเสียง อย่างไรก็จะขอไปส่งครูบาอาจารย์ให้ได้ เรือวิ่งฝ่าแดดสายร้อนเปรี้ยง แทบหนังหัวละลาย อาตมาต้องตลบจีวรขึ้นคลุมหัวเอาไว้...
เลาะผ่านบ้านสามพระยาไป มีเรือใหญ่วิ่งสวนมาหนึ่งลำ ดูท่าจะ เป็นแพขนานยนต์ขนาดเล็ก สองฝั่งมีชาวบ้านยกยอ วางลอบ วางเบ็ดราว บ้างก็ตีอวนล้อมชายฝั่งเอาไว้ เมื่อน้ำลดค่อยพายเรือมาเก็บปลาที่ติดอยู่ ในอวน เด็กๆ โดดน้ำเล่นทั้งที่มันสีเหมือนขี้โคลน ปลายน้ำแบบนี้สารพัด ความสกปรกที่จะมากับน้ำ...
ถึงเป็นปลายน้ำแต่การกัดเซาะของกระแสน้ำยังรุนแรงมาก ดูได้ จากชายตลิ่งที่พังทลายจนเกือบตั้งฉาก ต้นตาลหลายต้นล้มระเนระนาด มีอยู่ต้นหนึ่งที่ทรุดลงน้ำไปเฉยๆ เหลือส่วนยอดที่ยังคงตั้งตรงโผล่พ้นน้ำ มาสักสองเมตรเท่านั้น ท่านนาวินบอกว่า ถ้าชาวบ้านขาดวิจารณญาณ อาจจะเห็นเป็นต้นตาลศักดิ์สิทธิ์ไปอีกก็ได้...
เห็นปะไลตักน้ำราดลงบนเครื่องบ่อยๆ เพื่อระบายความร้อน อาตมารู้สึกว่าไม่เข้าท่า เพราะขนาดรถยนต์เวลาเครื่องร้อนยังต้องระวังน้ำ ให้จงหนัก อย่าให้ได้โดนเครื่องทีละมากๆ เป็นอันขาด ถึงขนาดฝาสูบร้าว มานักต่อนักแล้ว นี่เล่นตักราดเอาๆ เดี๋ยวก็บรรลัยกันพอดี..!
นั่นไง...ยังไม่ทันไรเลยพังเข้าจริงๆ ไม่ใช่เครื่องพังหรอก แต่หนัก พอกัน เพราะหางเรือที่เป็นรอยเชื่อมโดนน้ำเย็นเข้า เกิดร้าวขึ้นมาเมื่อไร ก็ไม่รู้ ตอนนี้มันหลุดออกมาเฉยเลย เห็นแต่เพลาที่ดำปี๋ด้วยน้ำมันหล่อลื่น บ่าวเฒ่าระลึกชาติต้องคว้าพายขึ้นมาพายแทน วันนี้ตูจะได้ไปมั้ยเนี่ย..?
คัดท้ายเข้าชายตลิ่ง อาตมาคว้าเชือกหัวเรือผูกกับต้นไม้ พ่อออก ปะไลคว้าขวานปีนขึ้นไปบนตลิ่งตัดไม้สำหรับดามหางเรือ เสียงฟันไม้ โครมๆ ไม่กี่ที เสียงร้อง เฮ้ว..! ด้วยความตกใจก็ดังลั่น เป็นอะไรไปล่ะ พ่อออก..? งูมันหล่นใส่หัวน่ะครูบา..! เอามาแต่ไม้ก็พอ งูไม่ต้องเอามา หรอก ยกเว้นว่าหลายตัวจะได้เอามาทำเชือก..!
ครู่ใหญ่แกก็หอบไม้ยาวสักเมตรมาสามท่อน แต่ควานหาทั้งลำเรือ มีเศษเชือกสั้นๆ อยู่ท่อนเดียว อาตมาจึงสละผ้ารัดอกของตัวเองให้แกใช้ แทนเชือก แกเอาไม้ประกบสามมุม ดันรอยต่อเข้าที่จนสนิทแล้ว เอาผ้าที่ ฉีกเป็นเส้นมัดเป็นเปลาะๆ อย่างแน่นหนา เท่านี้ก็ไปต่อได้...
หนุ่มใหญ่ระลึกชาติยังขับเรือไม่เป็น อาตมากล้าพูดอย่างเต็มปาก เพราะพี่ท่านตัดโค้งเป็นซะที่ไหน เล่นวิ่งเลาะชายตลิ่งยันเต มันดีตรงที่มี ร่มเงาบ้างเป็นบางช่วง แต่มันเสียเวลาและเพิ่มระยะทางโดยใช่เหตุ ถ้าตัดโค้งเป็นทุ่นเวลาได้อีกบานตะไทเลย...
ชวนแกคุยเพื่อจะได้ลืมแดดร้อน ถามถึงยาที่แกขอมาจากพระเพื่อ รักษาตัวเองและเมีย แกบอกว่าเป็นเถาแหนเครือ ต้มกินฆ่าพยาธิ และ เปลือกต้นมันปลา (กันเกรา) ต้มกินเพิ่มกำลัง ตอนที่พระท่านทำภาพ ให้ดู โชคดีที่เป็นต้นไม้ที่รู้จัก ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเวลาหากันอีกนาน...
สิบเอ็ดโมงเศษมาถึงเมืองจะอีน แต่ตรงท่าน้ำทำไมมันพลุกพล่าน ผิดปกติ พอเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินลงมาที่ท่าน้ำ พ่อออกแกทำท่าจะ หันหัวเรือหนีแต่ไม่ทัน เนื่องจากทหารที่เดินหน้าสุดโบกมือเรียกก่อน แย่แน่ครูบา...ทหารมันออกจับลูกหาบไปแบกของรบกับกะเหรี่ยง แล้วครูบาเป็นคนไทยด้วย..!
เห็นหน้าแกซีดด้วยความตกใจ ท่านนาวินก็นั่งนิ่งขึงไปเหมือนกัน อาตมาบอกให้ตรงเข้าไปที่กลุ่มทหาร เป็นโชคย่อมไม่ใช่เคราะห์ ถ้าเป็น เคราะห์ก็ลองรับมันดูสักที ครูบาอาจารย์มีตั้งมากมาย จะมาอับจนกับไอ้ สถานการณ์แค่นี้ก็ให้มันรู้กันไปเลย พ่อออกแกหันหัวเรือตรงเข้าไปแบบ ไม่เต็มใจ...
ที่แท้ทหารกลุ่มนี้ขออาศัยเรือข้ามน้ำ ปะไลถอนใจเฮือกแบบโล่งอก สุดขีด หัวหมู่สามบั้งยกมือวันทาขอขมาพระ แล้วนำเพื่อนพ้องอีกเกือบสิบ ทยอยกันลงเรือ พวกเขาข้ามฝั่งไปกินเหล้ามา ดูท่าศึกที่บ้านสามพระยา ครั้งนี้ใหญ่หลวงไม่เบา ถึงมีการกินเหล้าย้อมใจหรือกินทิ้งทวนก็ไม่รู้..?
 ท่าเรือเมืองจะอีนยามศึกมาติดบ้าน แทบจะไม่มีคนเลย
อาตมากับท่านนาวินขึ้นฝั่งตามทหารไปด้วย ที่ที่อันตรายที่สุด มักเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ปะไลบอกว่า ข้าน้อยจะเอาเรือไปต่อหาง ครูบาส่งครูบาไทยแล้วตามไปเน้อ... ท่านนาวินรับคำ พวกเราเดินตรงไป ร้านอาหารอิสลามเจ้าเก่า เจ้าของร้านกุลีกุจอต้อนรับแข็งขันเหมือนเดิม...
อาตมาซดน้ำชาเข้าไปสามแก้วใหญ่ ให้คุ้มกับที่อดมาเกือบ สี่ชั่วโมง เจ้าของร้านยกอาหารมาประเคน เมื่อทราบว่าอาตมาจะไปด่าน เจดีย์สามองค์ก็ทำท่าหนักใจ บอกว่าตอนนี้ไม่มีใครกล้าออกเรือ ไม่ว่า จะขึ้นหรือล่อง ถ้าทหารอยากได้เงินใช้ขึ้นมามันจับหมด ถ้ามีเงินไถ่ตัว หกพันจั๊ตก็รอดไป..!
ถ้าไม่มีเงินก็ต้องก้มหน้ารับกรรม แบกสัมภาระโดยเฉพาะลูกปืน ไปจนกว่าเขาจะรบกันเสร็จ แต่ก็รับปากว่าจะช่วยสอบถามพวกเรือให้ อาตมาได้แต่บนบานศาลกล่าว ขอให้มีคนประเภทเดียวกันทีเถอะ ไอ้จำพวกเห็นความตายเป็นของสนุกน่ะ จะได้ลุยให้มันลือลั่นไปเลย..!
ดูท่าการบนบานจะไม่มีผล เพราะจนกระทั่งฉันเสร็จแล้ว เจ้าของร้านยังหาเรือไม่ได้เลย เขาเอาเสื่อเอาหมอนมาให้ เหมือนกับว่าจะ ให้นอนพักที่บ้านเขายาวเลยอย่างนั้นแหละ แต่อาตมาเป็นคนที่ไม่ชอบการ หยุดนิ่ง เมื่อเขาหาไม่ได้เราก็หาเองซิวะ...
ออกเดินเลาะไปตามบ้านชายน้ำ บังเอิญเหลือบเห็นเจ้าของบ้าน หลังหนึ่ง มีเครื่องเรือวางอยู่ข้างประตูด้านใน ตรงเข้าไปถามว่ามีเรือให้เช่า มั้ย..? สาวเจ้าของบ้านพอรู้ความประสงค์ ก็รีบไปลากหนุ่มนายหนึ่งมา บอกว่าต้องถามกับคนนี้ถึงจะได้เรื่อง...
พ่อหนุ่มบอกว่าถ้ามีคนไม่ถึงสิบคนก็ไม่ไป เป็นไรมี แล้วถ้าเหมา ไปคนเดียวล่ะพ่อคุณ...เขาบอกว่าต้องสามหมื่นจั๊ตถึงจะยอมไป อาตมา ต่อรองขอให้ลดราคาลงมาบ้าง เขาบอกว่าคนมากคนน้อยเขาก็ต้องวิ่งถึง ชองโส่งอยู่ดี ราคานี้จึงลดไม่ได้ เล่นเอาครูบาน้อยมองหน้าอาตมาอยู่ไปมา งานนี้จะได้กลับเมืองไทยมั้ยเนี่ย..?
เอาวะ...ฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน ร้อยวันพันปีมันไม่รบกัน มารบ เอาไอ้วันที่เราต้องเดินทางกลับ นึกเสียว่าซื้อความสะดวก สามหมื่นจั๊ต ถ้าคิดเป็นเงินไทยสามพันกว่าบาทก็พอทน เจ้าของเรือขอเงินค่าน้ำมันก่อน หมื่นสามพันจั๊ต อาตมาถามว่าวิ่งถึงชองโส่งใช้น้ำมันกี่แกลลอน เขาบอกว่า สิบสองแกลลอน...
ไอ้เวลล์...สิบสองแกลลอนอย่างเก่งก็ไม่น่าจะถึงสี่พันจั๊ต นายท้าย หัวเราะแหะๆ บอกว่านอกจากค่าน้ำมันแล้ว ยังต้องให้ลูกเมียเอาไว้ใช้จ่าย ระหว่างที่ไม่อยู่ด้วย เออ..บอกซะอย่างนี้แต่แรกก็หมดเรื่อง บ่นพลาง ควักเงินให้เขา พวกหยิบแกลลอน ๔๐ ลิตรได้ หายออกหลังบ้านไปเลย...
สาวเจ้ามานิมนต์ให้นั่งรอก่อน สักครู่ก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งหยิบพาย ออกไปทางชายน้ำ ไม่นานหนุ่มอีกสองคนก็มาหามเครื่องเรือเดินเลาะไป ตามริมน้ำ ทำไมมันไม่ลงไปที่ท่าน้ำเลยวะ ? ครูบาน้อยบอกว่าขืนลงไป ทหารก็รู้ว่าจะออกเรือ นี่คงหามเครื่องไปตามชายน้ำ แล้วให้เด็กพายเรือ ตามไปใส่เครื่องเป็นแน่...
ดูแล้วรู้สึกรักบ้านเราขึ้นอีกมากเลย ทำอะไรก็ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แบบพวกเขา ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป นายท้ายหนุ่มมานิมนต์ให้ออกทาง หลังบ้าน อาตมากับครูบาน้อยเดินลัดเลาะหลบสายตาผู้คนตามไปจนถึง ท้ายหมู่บ้าน เห็นเรือติดเครื่องลอยลำอย่างสง่ารออยู่แล้ว...
เขาบอกว่าถ้าระหว่างทางมีคนขอไปด้วย เขาขออนุญาตรับ ผู้โดยสารเพิ่มเติม อาตมาได้ทีรีบบอกกับเขาว่า รับเพิ่มได้ แต่ค่าเรือ สามหมื่นจั๊ตต้องลดลงไปตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมานะโว้ย... นายท้าย เจ้าเล่ห์คงนึกไม่ถึงว่าอาตมาจะเขี้ยวยาวขนาดนี้ จำเป็นต้องรับคำอย่าง เสียไม่ได้ ในใจคงแช่งชักหักกระดูกอาตมาเป็นการใหญ่...
ท่านนาวินบอกลาเมื่ออาตมาก้าวลงเรือ บอกว่าป่านนี้พ่อออก ปะไลรอแย่แล้ว อาตมารับไหว้ขณะที่นายท้ายติดเครื่องดังกระหึ่ม แล้วพา เรือพุ่งปราดไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว กว่าจะมีใครรู้เรือของเราก็มาถึง อีกฝั่งหนึ่ง แล่นเลาะไปตามชายตลิ่ง อาศัยต้นไม้ปิดบังร่องรอยไปในตัว...
ไปได้ไม่ถึงสองร้อยเมตรเครื่องดับลงดื้อๆ นายท้ายแกปล้ำเหงื่อ หยดติ๋งไปเลย คงทั้งกลัวทหารทั้งแดดร้อนด้วย อาตมามองไปที่ฝั่ง ตรงข้าม เห็นท่านนาวินยังเดินดุ่มๆ อยู่ที่ชายตลิ่ง ไม่ได้สังหรณ์สักนิดว่า อาตมาไปได้แค่นี้เอง ถ้าทหารมันรู้เข้าและจะเอาเรื่องคงเดี้ยงแน่ๆ..!
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งแกะทั้งทุบเจ้าเครื่องยนต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะติด ขึ้นมาได้ นายท้ายปีนขึ้นไปบนตลิ่งหายลับตา พักใหญ่จึงกลับลงมาพร้อม ด้วยขวาน คงรู้สึกว่าค้อนมันเล็กไปมั้ง ? มาถึงจัดการงัดแงะอุตลุด ที่ตรง ท่าน้ำยังคงพลุกพล่านไปด้วยทหารที่ขึ้นลงทางเรือเป็นปกติ...
นั่งลุ้นจนหมดอารมณ์ก็ไม่มีทีท่าว่าเครื่องมันจะติดขึ้นมาได้ ป่วยการที่จะไปร้อนใจกับเรื่องแบบนี้ อาตมาดูชาวบ้านสามสี่คนที่ตกปลา อยู่ชายตลิ่ง ปลาแถวนี้ชุมเอาเรื่องทีเดียว เพิ่งหย่อนเบ็ดลงก็ต้องวัดแล้ว แต่เป็นปลาตัวเล็กๆ จำพวกปลาหมอนา ปลากระแหอะไรเทือกนั้น...
 เวลาเขารบกัน หายานพาหนะไปมาได้ยากมาก
บ่ายสองเศษเครื่องติดขึ้นมาได้ นายท้ายค่อยสีหน้าดีขึ้น เอา ขวานไปคืนเขาแล้วพาเรือออกอย่างทะนุถนอม แต่เจ้าประคุณเถอะ มันไป ได้ซักสิบห้านาทีก็น็อคดับไปอีก..! แต่ยังดีที่พ้นสายตาทหารมาไกลแล้ว อาตมาปักถ่อผูกเรือให้ ขณะที่นายท้ายเข้าปล้ำกับเครื่องต่อไป...
รื้อออกมาเป็นชิ้นๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้มันติดขึ้นมาได้ จนเกิดน้ำโหขึ้นมาสุดจะยับยั้งไหว นายท้ายแกทุบเครื่องเรือโครมๆ เป็น การระบายโทสะ ยังดีที่มีเรือของพรรคพวกเขาผ่านมาพอดี ไม่เช่นนั้น มีหวังเครื่องพังบรรลัยหมด แต่พรรคพวกที่มาช่วยดูให้ก็หมดปัญญา ที่จะช่วยเช่นกัน...
มีเรือชาวบ้านแวะมาดู ๓ ๔ ลำ มากหมอก็มากความ ช่วยกัน คุ้ยแคะแกะเกาอย่างไรก็ไม่ติด พอดีมีเรือกระแชงบรรทุกของจากไร่ จะไปเมืองจะอีน พวกเขาจึงหันไปมะรุมมะตุ้มสินค้าบนเรือแทน ส้มโอลูก เบ้อเร่อเบ้อร่าเขาขาย ๔ ลูก ๕๐ จั๊ตเท่านั้น ต่อรองกันครื้นเครงไปเลย...
ย้ายแยกแตกกระจายไปตามทางใครทางมัน สี่โมงเย็นเรือติดขึ้น มาได้อย่างไรก็ไม่รู้? นายท้ายแกพาเรือออกแบบลุ้นจนตัวโก่ง กลัวเครื่อง จะดับอีก ไม่กี่นาทีต่อมามีแม่ค้ากระเดียดกระจาดขนมโบกมือเรียก นายท้ายเทียบเข้าไปรับ อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเพิ่มมาอีกคน...
ผ่านบ้านบุคคโลซึ่งเป็นหมู่บ้านมอญที่ใหญ่มาก มีคนกลุ่มใหญ่ ทั้งพระทั้งโยมโบกมือเรียก แต่นายท้ายตะโกนบอกว่าเครื่องเรือไม่ดี ถ้าเบาเครื่องกลัวจะดับอีก เข้าไปรับไม่ได้ ผู้คนบนตลิ่งแทนที่จะเสียใจ กลับหัวเราะกันเฮฮา เป็นทำนองว่าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะตามไป แล้วแซงหน้าเองแหละ...
ทวนน้ำไปอีกสัก ๑๐ นาที แวะรับอีก ๕ คน พักใหญ่ๆ มาถึงบ้าน เวสาลี มีคนไปด้วยอีก ๘ คน สอบถามค่าเรือได้ยินว่า งาตะยา หมายถึง ห้าร้อยจั๊ตต่อคน แบบนี้ช่วยเบารายจ่ายของอาตมาไปได้มากเลย เฮ้ย.. หัวเรือไปมุดเสาที่เขาผูกเบ็ดราว พานเอาเบ็ดขึ้นมาเป็นพรวน..!
มือไวเท่าความคิด อาตมาคว้าสายเบ็ดยกพรวดขึ้นไป ตัวเบ็ด เกี่ยวย่ามที่วางไว้ข้างหน้าขาดควาก..! เสียงเอะอะจากข้างหลังล้งเล้งไป หมด กลัวว่าอาตมาจะปล่อยสายเบ็ดข้ามหัวไป ฮ่วย...ข้อยบ่ได้ปัญญานิ่ม ปานนั้นดอก..! ยื้อสายเบ็ดเอาไว้จนตัวเกือบเอนราบไปกับพื้นเรือ..!
หลายมือช่วยกันคว้าสายเบ็ดยกข้ามหัวต่อๆ กันไป มันน่าเอา เกี่ยวหูนายท้ายซะให้เข็ด แกตีหน้าปูเลี่ยนๆ พิลึก พอส่งเบ็ดมหาภัยกลับ ลงน้ำไปตามเดิมได้ก็โล่งอก เห็นต้นตาลคู่อยู่ตรงหน้า พักหนึ่งเรือก็วิ่งผ่าน ต้นมะม่วงหนังเหนียวจอมอิทธิฤทธิ์ แต่คราวนี้เรือไม่ยักดับแฮะ...
 ใกล้ค่ำแล้ว ยังไปได้ไม่ถึงไหนเลย
แดดอ่อนลับแนวไม้ ดวงจันทร์โผล่ขึ้นมาแข่งแสงตะวันรอน ส่งแม่ค้าขนมขึ้นฝั่งไปก่อน อีกประมาณสิบนาทีขอลงอีกห้าคน ความมืด เริ่มปกคลุมสองฝั่งน้ำ เรือของเรามาถึงด่านเวสาลีเกือบหกโมงเย็น นายท้ายส่งอาตมาขึ้นไปคนเดียว แล้วซิ่งไปส่งผู้โดยสารที่เหลือทั้งหมด...
จัดการล้างหน้าแปรงฟัน เช็ดเนื้อเช็ดตัวซะหน่อย จากนั้น กราบพระสวดมนต์ทำวัตรคนเดียว อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อยแล้ว นอนภาวนาต่อ ประมาณหนึ่งทุ่มมีเรือเข้ามาเทียบอีก เสียงคนขึ้นมา บนแพพักเป็นสิบ อาตมานอนเงียบดูท่าที มาหูผึ่งตอนได้ยินเสียง ภาษาไทยชัดเจนว่า เหม็นตัวเองจิ๊บเป๋งเลยว่ะ..เณร..
เปิดผ้าที่คลุมโปงออกมา เห็นพระเณรหลายรูป ถามท่านว่า พวกคุณจะไปไหนกัน ? แหม..ท่านอาจารย์พูดไทยชัดมากเลย... ผมเป็นคนไทยครับ... ปัดโธ่..จะให้เป็นมอญเป็นพม่าไปได้ หน้าตูเหมือน ขนาดนั้นเลยหรือ...?
หัวหน้าทีมคือพระทนงศักดิ์ วารินฺโท อยู่วัดเวฬุวรารามที่ หลวงพ่ออุตตะมะสร้างใหม่ ข้างสวนธารรีสอร์ทตรงไทรโยคใหญ่ มากับเณรสามรูป ท่านมารับคุณยายไปเที่ยวเมืองไทย อาตมาทึ่งที่ท่าน พูดไทยชัดมาก ไม่มีแปร่งแบบมอญแถวๆ เกาะพระฤๅษีเลย...
ผมเกิดเมืองไทย โตเมืองไทยครับ เพิ่งเคยมาพม่าเป็นครั้งแรก ตั้งใจมาเยี่ยมคุณยายที่บ้านบุคคโล แต่คุณยายขอตามไปเมืองไทยด้วย ยังไม่ทราบว่าจะพาข้ามไปอย่างไรถึงจะไม่ถูกจับ... ท่านว่ามาเป็นชุด บ้านบุคคโล..? อย่างนั้นก็เป็นกลุ่มที่โบกเรือของผมเมื่อตอนเย็นใช่ไหม ครับ..? อาตมาถามบ้าง
ใช่ครับ..ที่เรือเสียจอดไม่ได้ใช่ไหมครับ..? ผมไม่เห็นเรือจอดที่นี่ ไม่นึกว่าจะเป็นท่านอาจารย์เอง.. ท่านชวนคุยอีกมากมายจิปาถะ พอทราบว่าอาตมาพูดพม่าได้ไม่กี่คำ ยังไปซะเกือบทั่วประเทศพม่ามาแล้ว ถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ คงเสียดายที่ตัวเองเป็นเชื้อสายพม่าแท้ๆ แต่เพิ่งเคย กลับมาตุภูมิ...
ท่านแนะนำคุณยายทั้งสองให้รู้จัก ทั้งสองท่านกราบอย่างเป็น ระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนกุลสตรีโบราณที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี สักครู่ทั้งสองท่านลาไปนอน เห็นคุณยายเล็กกราบเท้าคุณยายใหญ่ ก่อนจะ นอนลงด้านข้างแต่ต่ำกว่าเป็นศอก ตะแคงตัวหนุนกระเป๋าผ้าเก็บมือ เก็บเท้าเรียบร้อยทีเดียว...
คุณยายเล็กท่านทำอย่างนี้ทุกวันแหละครับ อยู่ที่บุคคโลบ้านห่าง จากคุณยายใหญ่เกือบกิโล ท่านยังถือไฟฉายเดินมากราบคุณยายใหญ่ ก่อนนอนทุกคืน... ท่านทนงศักดิ์บอกเมื่อเห็นอาตมามองไม่กระพริบ โอหนอ...บุคคลผู้ทรงอปจายนมัย (ความอ่อนน้อมถ่อมตน) เป็นปกติ ยังมีอยู่ในโลก น่ายินดีน่าอวยพรเป็นยิ่งนัก...
พระหลานชายยังคงคุยถึงบ้านบุคคโลต่อไป บอกว่ามีสำนักเรียน ปริยัติธรรมด้วย แต่ขาดแคลนเครื่องเรียน อาตมาถามว่าต้องการอะไรบ้าง ท่านขอสมุดสัก ๔๐๐ เล่ม จึงนัดแนะกันว่าอีกสองอาทิตย์ให้ท่านหารถ ไปรับได้เลย ถ้าไปเกาะพระฤๅษีไม่ถูก ให้ไปถามได้ที่วัดท่าขนุน พระอาจารย์สมพงษ์ท่านคงหาคนนำทางให้เอง แล้วต่างคนต่างนอน เดี๋ยวเสียงจะรบกวนคนอื่นเขา...
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
|