|
ล่องแก่งมหาภัย (ต่อ)
พระอาคันตุกะทยอยกันมา ส่วนมากเป็นเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ทั้งใน เมืองจะอีนและเมืองมุด่ง ที่เจ้าอาวาสมาเองไม่ได้ ก็จะให้ตัวแทนถือฎีกา นิมนต์มาร่วมงาน อาตมากับท่านนาวินกราบปฏิสันถารกับพระเถระ ทั้งหลายอย่างสนิทสนมและสนุกสนาน...
พระผู้ใหญ่ของพม่าท่านให้ความเป็นกันเองกับผู้น้อยมาก ไม่มีการ วางท่าให้เป็นที่ต้องหนักใจ หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพะเตอทราบว่าอาตมา ไปจากเมืองไทย จึงฝากให้ช่วยซื้อวิทยุรุ่นเก่ามากเครื่องหนึ่ง บอกยี่ห้อ และราคามาเสร็จสรรพ พร้อมกับมอบเงินมาให้ ๒,๐๐๐ จั๊ต...
เมื่อทราบว่าเป็นวิทยุรุ่นคุณปู่ยังแก้ผ้าวิ่ง อาตมาก็ให้หนักใจ ท่านเจาะจงเอาเฉพาะรุ่นนั้นแบบนั้นซะด้วย โธ่พระคุณท่าน..เมืองไทย ตอนนี้หาเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดีซะยังจะง่ายกว่า ของเก่ามันทนทานคุ้มค่า แต่เขาเลิกผลิตแล้ว ถึงมีเงินแค่นี้พอจะซื้อได้ซักซีกหรือเปล่าก็ไม่รู้..?
ท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะมาถึงเกือบเพล บ่นว่าอากาศร้อน มาก เมื่อทราบว่าอาตมามาทางเรือ ท่านบอกว่าไม่เคยไปเรือเลย คราวที่ ไปหาอาตมาที่เกาะพระฤๅษีก็ไปทางรถยนต์ อาตมากราบเรียนท่านว่า ทางเรือนั่งสบายไม่ต้องกินฝุ่น เสียอย่างเดียวที่ต้องทนนั่งจนก้นระบม...
ท่านสุโภคะมาล่ารายชื่อ เอ๊ย...เช็คชื่อ ว่าพระที่นิมนต์มีท่านใดมา บ้าง ท่านใดให้รูปอื่นมาแทน ของอาตมาท่านลงชื่อ อูตุ๊ดัมมะ วัดนิคม ง่ายดีเหมือนกัน พม่าใช้เสียง ต.เต่า แทน ส.เสือ และออกเสียง ธ.ธง เป็น เสียง ด.เด็ก ครึ่งหนึ่ง สุธัมมะจึงกลายเป็นตุ๊ดัมมะด้วยประการฉะนี้ ส่วนของท่านนาวิน ฉายา สจฺจญาโณ ของท่าน พม่าออกเสียงเป็น ติสสะญาโณ ถ้าเรียกแค่ท่านติสสะ ก็กลายเป็นอีกคนไปเลย...
สรงน้ำและปลงผมกันก่อน ท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะ (ดัมมะ เตนะ) ท่านศึกษาเรื่องของสมุนไพรใบยาและธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวคน อย่างลึกซึ้ง ท่านแนะนำว่า หน้าหนาวแบบนี้ถ้าจะสรงน้ำต้องสิบโมงเช้า ไปแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย ตัวท่านเองก็ปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัดด้วย...
ตอนเพลนั่งฉันรวมกับท่านอาจารย์ใหญ่ ทุกท่านฉันด้วยมือทั้งนั้น มีอาตมารูปเดียวที่เล่นช้อนส้อมเต็มยศ เมื่อเสร็จจากของคาวแล้ว เขาย้าย ไปฉันของหวานกันอีกที่หนึ่ง ถ้าเป็นเมืองไทยก็อดแน่ เพราะของเราถ้าลุก จากที่แล้วจะฉันอีกไม่ได้ เรื่องของความลักลั่นของพระวินัยนี้ยังมีอีกเยอะ...
 ฉันภัตตาหารร่วมกับพระเถระชาวมอญและพม่า
อาตมาไล่วันเดือนปีขึ้นแรมเรียบร้อยแล้ว กำหนดการทอดกฐิน ของเกาะพระฤๅษีในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ นี้ เป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ แล้วขออนุญาตพระเถระที่อยู่กันพร้อมหน้า ขอให้งานกฐินวัดหนองบัว เป็นวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ เพื่อที่อาตมาจะได้มาร่วมงานได้โดยสะดวก...
อาตมาขอเองแบบนี้มีหรือจะไม่ได้ มันมีวิธีการที่หลวงพ่อท่าน สอนมา เวลาเราขออะไรแล้วผู้อื่นมีแต่จะต้องคล้อยตามอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ แต่วิธีการนี้ผู้ที่นำไปใช้ต้องไม่เป็นผู้ที่ โลภมากและใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ถ้าผู้ใดตัดความโลภได้ อาตมา ยินดีถ่ายทอดให้ทุกเวลา...
ทิ้งครูบาน้อยรับบรรดาพระเถระไปคนเดียว อาตมารีบไปดักตรง ทางแยกหน้าหมู่บ้าน เพราะเสียงแห่องค์กฐินเริ่มดังใกล้เข้ามาแล้ว ครู่หนึ่ง ขบวนปราสาทผึ้ง ต้นสังฆทานและต้นกฐิน ก็มาถึง อาตมาตามบันทึกภาพ จนเขาแห่เข้าเขตบ้านมอญจึงกลับมาที่วัด...
บ้านหนองบัวมีเขตที่เป็นกลุ่มชาวมอญล้วนๆ อยู่กลุ่มหนึ่ง ทีแรกก็ แค่เข้ามาขออาศัยทำกินด้วย ต่อมาได้แต่งงานแต่งการเกี่ยวดองเป็นญาติ กันเข้า จึงกลายเป็นบ้านเดียวกันไปโดยปริยาย แต่ยังคงแยกบ้านเรือน เป็นสัดส่วนดังเดิม บางคนพูดไทยได้ แต่รุ่นเก่าๆ จะพูดได้แต่มอญเท่านั้น...
มีพระเถระทยอยกันมาอีกหลายรูป ล้วนแต่น่ารักเหมือนปู่ เหมือนตา คุยกันไม่รู้เรื่องตีใบ้ก็ยังเอา สนุกสนานเฮฮากันอยู่รอบวง สะตุมาดุ๊ (จตุมธุ) ซึ่งเป็นของที่ฉันหลังเที่ยงไปแล้วได้โดยไม่ผิดพระวินัย ทำมาจากน้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมันงาและเนย เคี่ยวเข้าด้วยกัน รสหวาน เลี่ยนๆ พิลึก...
ความจริงทางพม่าเขานิยมของฉันหลังเที่ยงไปแล้วชนิดหนึ่ง เรียกว่า ละแพ็ด ทำด้วยใบชาหมัก (เมี่ยง) ผสมกับ ถั่ว งา กุ้งแห้ง กระเทียม และมะเขือเทศ ถือเป็นของที่เป็นหน้าตาของแต่ละวัด ถ้าวัดใด ถึงเครื่องถึงรส ให้ฉันได้ไม่อั้น เขาก็จะกล่าวขวัญกันไปนานแสนนาน อาตมาทราบดีว่ามันผิดพระวินัยเต็มประตู เพราะถั่ว งา กุ้งแห้ง มะเขือเทศ เป็นอาหารชัดๆ ท่านนาวินก็ทราบดีเช่นกัน ดังนั้น งานของ วัดหนองบัว ครูบาน้อยจึงห้ามญาติโยมทำละแพ็ดเลี้ยงพระเป็นอันขาด เพราะเขาปรับอาบัติเท่าฉันอาหารเย็นเลยทีเดียว มีหลายท่านบ่น ที่วัดนี้ไม่มีละแพ็ดให้ฉัน ท่านว่าสะตุมาดุ๊มันไม่อิ่มท้อง...
ท่านนาวินนั้นบวชมาจากเมืองไทย จึงถือพระวินัยตามแบบไทย ท่านว่าเมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ใหม่ๆ มีพระรูปหนึ่งรังเกียจ ไม่ยอมคบหา ด้วย เพราะท่านนั้นได้ทราบข่าวมาว่า พระไทยนั้นพระวินัยหย่อนยานมาก เมื่อมาพบการปฏิบัติที่เคร่งกว่าของท่านนาวินเข้า ก็ให้สงสัยเป็นกำลัง...
จนกระทั่งท่านได้มีโอกาสไปจำพรรษาที่เมืองไทย กลับมาคราวนี้ มาขอคืนดีด้วย ท่านว่าสิ่งที่ท่านไปพบเห็นมากับคำเล่าลือมันตรงกันข้าม อาตมาจึงว่าเรื่องของพระวินัยนั้น ทั้งไทย มอญ พม่า ต่างก็มี ที่รักพระวินัย และก็มีที่เลวจนไม่สนใจว่าพระวินัยเป็นอย่างไร..!
การจะเป็นพระหรือไม่เป็นพระนั้นอยู่ที่ศีล คือพระปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ และอภิสมาจารเท่านั้น จะโกนหัวห่มเหลืองห่มกรัก ถ้าไม่รัก พระวินัยก็ไม่ใช่พระ กลายเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต คือ ต้องอาศัยใบบุญของ ญาติโยมเพื่อเลี้ยงตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นมหาโจรประเภทหนึ่ง...
ปรึกษาหารือกับบรรดาพระเถระทั้งหลาย เรื่องที่ทำอย่างไรให้ พระเณรทุกรูปรักศีลของตน ตกลงกันว่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ คือ ห้ามไม่ให้ พระเณรเข้าไปเพ่นพ่านในหมู่บ้าน แต่ดูจะไม่ทันการณ์แล้ว เนื่องจาก พระเล็กเณรน้อยพากันหายไปทางเสียงฉลองปราสาทกฐินทางบ้านมอญ จนแทบจะไม่มีเหลือ...
ท่านอาจารย์อุตตะมะแห่งวัดสามพระยายังไม่มา ลุงทองแดง ทายกวัดหนองบัวจึงนำดอกไม้ธูปเทียนมานิมนต์ท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะ ขึ้นเทศน์ฉลองกฐินแทน ญาติโยมฟังกันแน่นทั้งศาลา เนื่องจากท่าน อาจารย์เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของแถวนี้เลยทีเดียว...
 ท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะเทศน์ฉลองกฐิน
กว่าท่านอาจารย์ใหญ่จะเทศน์เสร็จก็มืดสนิท ถึงคราวเทศน์ของ หลวงตาปัณฑิตะ วัดบ้านใหม่ หลอดไฟมันดันเสีย ญาติโยมปล้ำเท่าไร ก็ไม่ยอมติด เดือดร้อนถึงอาตมาต้องปีนหลังคาเอง กว่าจะแก้ได้เล่นเอา เหงื่อตก ขนาดนั้นหลวงตาปัณฑิตะยังต้องจุดเทียนช่วยจึงอ่านใบลานได้...
หลังเทศน์แล้วมีวีดีโอฉายที่ลานวัด อาตมาไม่สนใจ ของพรรค์นี้อยู่ แล้ว จึงเข้าจำวัดตามปกติ จับลมหายใจภาวนา ครู่เดียวประสาทหูก็ตัด ขาดจากเสียงภายนอก จิตดิ่งลึกเข้าสู่องค์ภาวนาตามลำดับ สงบเยือกเย็น ปราศจากการปรุงแต่งทั้งปวง ปล่อยเขาเร่าร้อนกันไปตามวิถีของตน...
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
ลุกขึ้นเตรียมตัวจะไปห้องน้ำ วางเท้าลงบนอกของใครก็ไม่รู้..! ส่องไฟดูกลายเป็นหลวงตาปัณฑิตะ รอบเตียงเป็นพระจากวัดต่างๆ นอนกันเต็มไปหมด ต้องเลี่ยงไปตามช่องว่างที่แทบจะหาไม่ได้ จัดการ สรงน้ำแล้วจึงย่องกลับมาขึ้นเตียงภาวนาต่อ...
วัดหนองบัวมีเตียงอยู่แค่ ๔ หลัง เมื่อมีงานแต่ละที พระผู้ใหญ่ อาวุโสจริงๆ เท่านั้นจึงได้นอนเตียง นอกนั้นต้องนอนบนพื้นศาลาอย่าง ที่เห็น ท่านนาวินสละเตียงให้ท่านอาจารย์ใหญ่ ตัวเองลงไปนอนกลิ้งกับพื้น เหมือนกัน อาตมานั้นพระเถระทุกรูปท่านยกให้ บอกว่ามาจากต่างเมือง และพรรษามากแล้วด้วย ฉะนั้น จงนอนเตียงซะดี ๆ..!
ฝนตกลงมาซู่ใหญ่ เสียงครืนๆ ดังมาไกลๆ ทางฝั่งน้ำตรงกันข้าม ทางด้านนั้นเป็นบ้านสามพระยา อาตมาเลิกจากการภาวนาไปฉันน้ำร้อน พระเณรพากันลุกตามเมื่อเห็นแสงเทียน อะไรก็ไม่ตลกเท่ากับพระเณร ที่กลัวผี แล้วแบบนี้ชาวบ้านเขาจะไปพึ่งใครได้ละคุณเอ๋ย...
ฉันเช้าแล้วอาตมาไปซักผ้า ตากเสร็จเรียบร้อยจึงมาขอยืมฟิล์ม ท่านนาวิน ๑ ม้วน ของที่ติดตัวมาหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่เมื่อวาน ได้ฟิล์มมา ก็ได้เรื่องมาด้วย ทายกนิมนต์ให้เทศน์ฉลองกฐิน ตายละวา...จีวรยังเปียกๆ อยู่เลย..!
ห่มผ้ามันทั้งยังเปียกอยู่นั่นแหละ ท่านนาวินว่าสีมันดูใหม่ดี ฮ่า... ท่านลองมาห่มผ้าเปียกดูบ้างสิครับ กว่าจะเทศน์จบก็ไข้จับตายห่...ไปเลย กราบขอบารมีพระให้ช่วยในการเทศน์ ภาวนาคาถาท่านปู่พระอินทร์จนใจ ตั้งมั่น ก้าวขึ้นธรรมาสน์ด้วยความมั่นใจ...
 ห่มผ้าเปียกเทศน์ฉลองกฐินที่วัดหนองบัว
อาตมามักจะเจอการนิมนต์เทศน์ฉุกเฉินแบบนี้เสมอ ไม่มีโอกาส เตรียมตัวเตรียมใจแบบท่านอื่นเขาหรอก เจอตั้งแต่ธรรมาสน์แรกที่ไปเป็น พระพี่เลี้ยงให้คุณอุกฤษฎ์ ประดับชัยมงคลโน่น คุณอุกฤษฎ์เขาบวช อยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส ทางวัดเทพศิรินทร์นั้นมีธรรมเนียมต้องเทศน์ โปรดโยมทางบ้านก่อนสึก...
หลวงปู่มหาอำพัน ซักซ้อมลูกศิษย์เป็นอย่างดี และมอบหมายให้ อาตมาไปเป็นพี่เลี้ยงด้วย แต่พอขึ้นธรรมาสน์เข้าจริงๆ คุณอุกฤษฎ์เธอนั่ง ปลุกพระซะเฉยๆ ญาติโยมทนไม่ไหวเลยนิมนต์พระพี่เลี้ยงให้เทศน์แทน ตั้งแต่นั้นก็เจอเทศน์ฉุกเฉินแบบนี้มาตลอด...
ตั้งนโมนมัสการพระรัตนตรัย แล้วร่ายยาวเรื่องอานิสงส์กฐินไป เรื่อย คัมภีร์เทศน์แค่ถือไว้ให้มันถูกต้องตามรูปแบบเท่านั้น เมื่อวาน ท่านอาจารย์ใหญ่เทศน์เป็นภาษามอญ หลวงตาปัณฑิตะเทศน์เป็นภาษา ลาว วันนี้อาตมาว่าเป็นภาษาไทย แต่ญาติโยมก็ฟังเข้าใจกันดี..!
เทศน์จบเอวังแล้วลงจากธรรมาสน์ไม่ได้ บันไดมันหายไปไหนก็ ไม่รู้..? มาถึงบางอ้อเอาเมื่อชาวบ้านขอให้เทศน์ต่อ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องลง จากธรรมาสน์กันล่ะ..! อาตมาเองเห็นว่าการฟังธรรมก็เหมือนกับการกิน อาหาร ถ้ามากเกินไปก็ท้องอืดท้องเฟ้อ แทนที่จะเป็นประโยชน์จะกลับ เป็นโทษเสียอีก...
ชี้แจงไปแล้วพวกเขาก็ยังไม่ยอม จนอาตมาต้องบอกว่า ปีหน้าจะ มาเทศน์ให้ฟังใหม่ และถ้าไม่เอาบันไดมา อาตมาก็ยอมเสียสมณสารูป ด้วยการเหาะลงละนะ..! นั่นแหละเขาถึงได้เอาบันไดที่ซ่อนไว้มาประกอบ เข้ากับธรรมาสน์ ปล่อยอาตมาลงมารับกัณฑ์เทศน์และ ให้พรข้างล่างได้...
หลวงตาปัณฑิตะและพระหลายรูป เข้ามาขอดูคัมภีร์เทศน์ว่าเป็น เรื่องอะไร เนื้อหาจึงเป็นที่ถูกใจญาติโยมถึงขนาดนี้ พอรับไปเปิดดูเห็นทำ หน้าพิกล ก็ที่อาตมาว่ามันมีในใบลานซะเมื่อไรล่ะ..? ทุกรูปพอทราบ ความจริงก็ปล่อยก๊ากกันงอหาย ยกหัวแม่มือให้กันเป็นแถว..!
ท่านนาวินบอกว่า เมื่อท่านมาอยู่ที่นี่ก็เอาเทปธรรมะของหลวงพ่อ วัดท่าซุงมาเปิดทุกวัน ชาวบ้านฟังแล้วติดอกติดใจไปตามๆ กัน ก็แน่ละ ครับ...ลองว่าหางแถวสุดกู่อย่างอาตมา เขายังชอบใจจนขนาดนี้ หัวแถว อย่างหลวงพ่อย่อมไม่ต้องบรรยายให้เสียเวลา ของแท้จากใจที่แท้ย่อม ล้ำค่ากว่าเพชรทองเป็นไหนๆ..!
 การเลี้ยงเพลพระฉลองกฐิน บนศาลาหอพระที่ใกล้หมดสภาพ
ญาติโยมทยอยกันมาวัดไม่ขาดสาย จนกระทั่งพลุกพล่านไปหมด ต่างคนต่างแต่งองค์ทรงเครื่องกันมาเต็มที่ คนมามากเรื่องห้องน้ำห้องส้วม ชักมีปัญหา น้ำหมดสูบใหม่ไม่ทัน น้ำที่ดูดขึ้นมาใหม่ๆ ไม่มีการกรองการพัก ขุ่นคลั่กเชียว อาบแล้วรู้สึกตัวมันหนาๆ ขึ้นอย่างไรก็ไม่รู้..?
ผู้ใหญ่องไลมาคุยด้วย บอกว่าเมื่อหัวรุ่งทหารกะเหรี่ยงเข้าตี ค่ายพม่าที่บ้านสามพระยา ถามอาตมาว่าได้ยินเสียงปืนใหญ่บ้างไหม? อาตมาบอกว่าได้ยินแต่คิดว่าเป็นเสียงฟ้าร้อง เนื่องจากฝนตกพอดี แต่คง ไม่กระทบงานกฐินวันนี้ของวัดหนองบัวแน่ๆ...
ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยหาเรือให้ด้วย เพราะว่าพรุ่งนี้อาตมาต้องออก จากที่นี่แต่เช้า เนื่องจากติดรับสังฆทานทุกต้นเดือนที่กรุงเทพฯ ถ้าไม่บอก ไม่กล่าวเอาไว้ก่อน ฉวยพลาดพลั้งขึ้นมาไปไม่ทัน มีหวังญาติโยมทาง กรุงเทพฯ แตกตื่นกันทั้งบ้านทั้งเมืองเป็นแน่แท้...
ตอนฉันเพลทั้งพระทั้งเณรทั้งโยมแน่นไปทั้งศาลา อาตมาชอบใจ กระดาษทิชชูของพม่าที่ม้วนมาแน่นเปรี๊ยะ ไม่ต้องใส่แกนข้างในแบบของ ไทย ทำให้ได้เนื้อกระดาษเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ท่านนาวินบอกว่าชอบ กระดาษของไทยมากกว่า กระดาษพม่าฉีกแต่ละทีเป็นฝุ่นปลิวว่อน สู้ของไทยไม่ได้ทั้งเหนียวทั้งนุ่ม...
บ่ายโมงครึ่งขบวนแห่จากทุกกลุ่มบ้านก็มาถึงวัด เสียงฆ้อง เสียงกลองดังจนแทบคุยกันไม่ได้ ต้นกฐิน ๒ ต้น ปราสาทผึ้ง ๒๐ หลัง ต้นสังฆทาน ๘๔ ต้น เจ้าของทานแบกเองหามเอง มีหมู่พวกตามมาช่วย ฟ้อนช่วยรำมากมายครึกครื้น สาวๆ นุ่งซิ่นใหม่ห่มสไบหลากสีละลานตา เด็กๆ วิ่งตามขบวนกันเกรียวกราว...
 ขบวนแห่ต้นกฐินและปราสาทผึ้ง
 ขบวนแห่ต้นสังฆทาน ๘๔ ต้น
 ขบวนแห่ต้นกฐินและปราสาทผึ้งมารวมตัวกันที่ลานวัด
 ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนถวายกฐิน
ปราสาทผึ้งของไทยใช้เทียนแกะสลักเป็นปราสาทราชวัง จริงๆ บ้างก็เป็นอินทร์พรหมยมยักษ์ บ้างก็เป็นครุฑนาคคนธรรพ์ กินนรกินรี แต่ของที่หนองบัวเอาขี้ผึ้งปั้นเป็นดอกไม้ดอกนิดเดียว ติดอยู่สี่มุมปราสาทเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นเส้นด้ายระโยงระยาง ติดธนบัตรมาเพียบเลย...
ธนบัตรใบละยี่สิบจั๊ตมีมากที่สุด น้อยต้นที่เป็นใบละร้อย ใบละ ห้าร้อยมีแทรกอยู่ประปราย ต้นสังฆทานที่เป็นหน่อกล้วยขนาดพอเหมาะ ค่อยมีใบละห้าสิบและใบละร้อยมากสักหน่อย ทั้งโห่ทั้งแห่รอบวัด มีการ โปรยทานด้วย พอใบละหนึ่งจั๊ตถูกร่อนกระจายเต็มฟ้า เด็กๆ ก็กรูกัน เข้ามาแย่งเก็บเป็นที่ชุลมุน..!
ครบสามรอบก็มารวมกันที่ลานวัด เขาปูไม้กระดานยกพื้นขึ้นมา สักหนึ่งคืบ ทำเป็นที่สำหรับพระนั่งรับกฐิน มุมซ้ายสุดตรงต้นโพธิ์พอดีเป็น ธรรมาสน์เทศน์ ท่านอาจารย์อุตตะมะจากวัดสามพระยาขึ้นเป็นองค์เทศน์ พรรษาท่านมากกว่าท่านอาจารย์ใหญ่เสียอีก แต่ดูอย่างไรก็ไม่แก่เลย...
ขึ้นธรรมาสน์แล้วยังเทศน์ไม่ได้ เพราะขบวนดนตรีบรรเลงบรรลัย ไล่ก็ไม่เลิกขบวนหนึ่ง มันตีฉิ่งฉาบฆ้องกลองฟ้อนแอ้ฟ้อนแอ่นอยู่นั่นแหละ ท่าทางกำลังเมาได้ที่ คนจำพวกนี้มีแทรกเป็นยาดำอยู่ทุกที่ซีน่า ในที่สุด ชาวบ้านต้องลงขันกันจ้างให้เลิกตั้งหมื่นกว่าจั๊ต มันถึงยอมเลิก..!
ท่านอาจารย์อุตตะมะให้ศีลเหมือนทางบ้านเราเปี๊ยบเลย ให้เสร็จ บอกอีกด้วยว่ามาบ้านไทยก็ต้องให้แบบไทย ชาวบ้านเฮกันชอบอกชอบใจ ท่านเทศน์อานิสงส์กฐินสั้นๆ ด้วยทราบมาว่าอาตมาว่าไปซะเต็มที่ตั้งแต่ รอบเช้าแล้ว หลังจากนั้นเป็นการกล่าวถวายกฐิน...
 ท่านอาจารย์อุตตะมะ วัดสามพระยา เทศน์ฉลองกฐิน
 เจ้าภาพถวายสังฆทานสลากภัตแก่วัดต่างๆ
ไฮไลท์ของงานคือการถวายสังฆทานสลากภัต ผู้ใหญ่องไล ประกาศรายชื่อเจ้าภาพต้นสังฆทาน แล้วจับสลากขึ้นมาว่าวัดไหนจะได้รับ พอพระมานั่งเจ้าภาพก็ประเคนทีละราย เมื่อถึงชื่อของอาตมาทุกคนเฮกัน อีกครั้ง เนื่องจากเจ้าภาพเพิ่งมาจากเมืองไทย เขาว่าอาตมามาเอาเงิน กลับไทยน่ะ..!
หลวงพ่อท่านทำเป็นตัวอย่างสำหรับพระวัดท่าซุงทุกรูป คือได้รับ เงินที่วัดไหนท่านให้ถวายไว้ที่วัดนั้นเลย ยกเว้นที่ชาวบ้านระบุเจาะจง มาจริงๆ ถึงเก็บกลับวัด อาตมาจึงถวายต้นสังฆทานให้กับท่านนาวินไป กะด้วยสายตาคร่าวๆ ต้นนี้ไม่หนีสองพันจั๊ต มันน้อยไปน่ะ..ฮิ..ฮิ..!
เข้าโบสถ์ไปร่วมกรานกฐิน ท่านสุโภคะเป็นผู้สวดประกาศ ครูบาน้อยรับครองเอง เรื่องการสวดกฐินนี่ก็เช่นกัน พม่าเขาใช้พระสวด ประกาศรูปเดียว ส่วนของไทยใช้สองรูป เอาเป็นว่าใครทำแบบไหน ก็ตาม ชาวบ้านได้บุญไปตั้งแต่คิดจะถวายแล้ว...
กว่าจะเลิกงานเกือบห้าโมงเย็น อาตมานำพระเณรทำความ สะอาดส้วมเป็นอันดับแรก พักเดียวก็เรียบร้อย จากนั้นมาเก็บขยะที่เกลื่อน ไปทั้งวัด เสร็จเอาตอนค่ำพอดี เขามีวีดีโอฉลองอีกหนึ่งคืน เสียงว่าเป็นของ ที่ครูบาอินพานซื้อให้โยมที่บ้าน แล้วโยมเอามาให้ฉายฉลองกฐิน
ชาวบ้านมาช่วยกันรื้อต้นกฐินและปราสาทผึ้ง ได้เงินมากองพะเนิน เทินทึก อาตมาช่วยนับจนสามทุ่ม กว่าจะได้ยอดออกมาแสนแปดหมื่นกว่าจั๊ต ถ้าเป็นเงินไทยก็รวยอื้อเลย แต่ถึงจะเป็นเงินพม่าก็เถอะ ในเมืองสองแคว ทั้งยี่สิบกว่าวัด ที่นี่ได้เงินมากที่สุด เพราะชาวหนองบัวส่วนใหญ่ไปทำงาน ในประเทศไทย หาเงินได้ง่าย จึงทำบุญมากกว่าบ้านอื่น...
 คณะแม่ครัวผู้เสียสละ กำลังเก็บล้างถ้วยจาน
 ช่วยกันรื้อเงินจากต้นกฐินออกมา นับได้แสนแปดหมื่นเศษ
อาตมาแจกวัตถุมงคลแก่ญาติโยมจนหมดตัว ต้องขอติดเอาไว้ ก่อน ปีหน้าฟ้าใหม่จะมาแก้ตัวอีกที ญาติโยมหลายคนเอาเงินมาแลกใบละ หนึ่งจั๊ตใหม่ๆ ไปเป็นมัดๆ บอกว่าจะเอาไว้ติดต้นกฐินหรือต้นสังฆทาน ของปีหน้า เล่นเตรียมการข้ามปีกันเลย...
บ้างก็มาขอน้ำมนต์ บ้างก็มาขอถ่ายรูป อาตมาสงเคราะห์ไปตาม ที่ทำได้ กว่าจะได้ทำวัตรกว่าจะได้นอนเกือบสี่ทุ่ม วันนี้สบายเพราะพระ อาคันตุกะกลับกันจนหมด พระเณรของวัดหนองบัวก็ไปจุ้มปุ๊กอยู่หน้าจอ วีดีโอ ตัวใครตัวมันละครับ ใครเห็นว่าอะไรดีก็เชิญทำกันตามสบาย...
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
|