ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงน้ำไหล ดูนาฬิกาเห็นเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี นาฬิกาเรือนนี้เหมาะกับคนแก่อย่างอาตมามาก มันฝังหลอดบรรจุ ไอโซโทปของไฮโดรเจน เปล่งแสงสว่างออกมามากน้อยตามความเข้ม ของแสง ยิ่งมืดก็ยิ่งสว่าง เที่ยงคืนแบบนี้มันสว่างทะลุจีวรเลยละ..!
            นั่งภาวนาจนตีสี่ กำลังใจของเรามีขึ้นมีลง ถ้าประมาทไม่หมั่น ภาวนาทรงระดับเอาไว้ เกิดกิเลสมันตีกลับชวนสึกไปมีเมีย มันจะยุ่งกันใหญ่
            เลิกจากภาวนาไปล้างหน้าเช็ดตัว แล้วครองผ้าสวดมนต์ทำวัตร ไปตามปกติ ท่านนาวินที่ตื่นเพราะเสียงเดินของอาตมา จัดการล้างหน้า และทำวัตรบ้าง...
            ตีห้าครึ่งเณรมาตามไปฉันเช้า เขาคิดค่าอาหารพระรูปละ ๒๐๐ จั๊ต เณร ๑๕๐ จั๊ต เณรเล็กๆ ก็ไม่ว่ากันหรอก นี่เณรโคร่งตัวเกือบเท่าพระ ฉันมากกว่าอาตมาซักสามเท่าได้มั้ง ? แต่ในเมื่อเขาคิดตามธรรมเนียม แบบนี้ จำเราต้องยอมเสียเปรียบเณรไปก่อน...


บรรยากาศยามเช้ามืด หมอกมัวไปทั้งแม่น้ำ


            หกโมงเช้าออกเรือ หมอกหนามองแทบไม่เห็นทาง วิ่งฝ่าละออง หมอกจนจีวรเปียกชื้นไปทั้งผืน น้ำกำลังขึ้นทำให้เรือของเรากลายเป็นวิ่ง ทวนน้ำ วัดหนองบัวอยู่ใกล้ปากอ่าวเมาะตะมะ น้ำตอนปลายของแม่น้ำ อัตทราน นี้ เลยพลอยขึ้นลงตามน้ำทะเลไปด้วย...
            อ่องโมหยุดเรือกระทันหัน นึกว่ามีด่านทหาร กลายเป็นว่าน้ำ ไม่ผ่านเครื่อง ต้องแก้ไขกันยกใหญ่กว่าจะไปได้เหมือนเดิม แต่คราวนี้ไป ช้ามาก คงจะรอดูว่ามีอะไรเสียหายอีกหรือเปล่า ไปได้ไม่นานก็หยุดอีกครั้ง คราวนี้ปล้ำถอดหัวเทียนเป็นการใหญ่ บรรดาสาวๆ จึงได้โอกาส ขึ้นฝั่งไป หาที่เด็ดดอกไม้กันบ้าง...


ไฟตัน..น้ำมันช็อต..ต้องซ่อมกันอุตลุด..!


            เมียของอ่องโมไปเซ้าซี้อะไรผัวก็ไม่รู้ นายท้ายขี้โมโหเอ็ดตะโรเมีย ซะยกใหญ่ ท่านนาวินหัวเราะพลางบอกว่า เมียอ่องโมจะไปเด็ดดอกไม้ ชวนผัวไปเป็นเพื่อน เพราะนอกจากจะยังไม่สว่างดีซ้ำหมอกยังลงจน ป่ามืดไปหมด นายท้ายแกไล่ให้ไปเองซิโว้ยเสียเวลาแก้เครื่องเรือ..!
            มีขบวนเรือวิ่งสวนมาหลายลำ ขนสินค้ามาเพียบ คงจะไปชองโส่ง ทั้งนั้น ดูจากความเร็วแล้วไม่แคล้วต้องค้างกลางทางอีกคืน เมื่อสาวๆ กลับ มาครบ เรือของเราก็ตะบึงต่อไป แสงแดดไล่หมอกจางหายไปตามเวลา ที่สายขึ้น แต่ดวงตะวันยังไม่สามารถทะลุม่านหมอกออกมาได้ ก็ดีไปอย่าง ช่วยให้ไม่ร้อนมาก...
            มีทหารโบกมือเรียกอยู่บนตลิ่ง ไม่ใช่ด่านตรวจหรอก เขาขออาศัย เรือไปเมืองเวสาลี อาตมาขี้เกียจมีปัญหากับพวกทหาร จึงภาวนาคาถา ตวาดป่าหิมพานต์ข่มเอาไว้ก่อน แต่กำลังใจแรงไปหรืออย่างไรก็ไม่รู้ พอดี จังหวะเขาก้าวลงเรือด้วย เลยร่วงโครมลงมาบนตักอาตมาพอดี..!
            ถ้าเป็นสาวๆ ร่วงลงมาบนตักจะไม่ว่าซักคำ นี่ดันเป็นทหารตัวเล็ก กว่าควายนิดเดียว เล่นเอาอาตมาจุกแอ้ดไปเลย แต่ก็ได้ผลตามที่ต้องการ เพราะพี่หารแกอายพระ จึงนั่งเงียบไม่ยอมแม้แต่จะหันมาดู นอกจาก นานๆ จะควักบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วพ่นควันมาเผื่อแผ่แก่อาตมาซะเต็มที่...
            อาตมานั่งยิ้มทั้งกายยิ้มทั้งใจ ไม่ได้วิตกทุกข์ร้อนอะไรเลย จิตใจ สงบเยือกเย็นมาก ไม่ได้เห็นเขาเป็นศัตรูแม้แต่น้อย นอกจากเป็นเพื่อนร่วม ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกันกับฝูงวัวที่ลงกินน้ำ ฝูงนกยางโทนน้อย ที่บินเรียงแถวออกหากิน รวมทั้งคนตกกุ้งและยกยอที่อยู่บนชายฝั่งตลอด สองข้างลำน้ำ...
            แดดมัวเหมือนไม่เต็มใจขึ้น อาตมาหยิบแกลลอนผ่าครึ่งขึ้นมา วิดน้ำในเรือ สองฝั่งตรงนี้เป็นหมู่บ้านติดต่อกันไปเป็นแนวยาว ท่านนาวิน บอกว่าเป็นบ้านเยแลเก่าและบ้านเยแลใหม่ คนแถวนี้พอพูดไทยได้ มีสวนผักที่ริมตลิ่งเป็นระยะไป ต้องสานไม้ไผ่ล้อมรั้วกันวัวกินผักด้วย...
            ช่วงถัดมาดวงอาทิตย์อยู่ทางขวามือตลอด แปลว่าเรากำลัง ขึ้นเหนือกันอย่างจริงจังซะที เมืองจะอีนอยู่ตรงกับแม่สอดของไทย แต่จาก แม่สอดต้องนั่งรถสองแถวไปสองวันจึงจะถึง มีเรือของคณะละครพม่าสวน ไป ๔ – ๕ ลำ คงมีคนจ้างไปเล่นที่ด่านเจดีย์สามองค์ แม้จะไกลและเดินทาง ลำบากขนาดนั้น ขอให้มีเงินจ้างเถอะ ไปทั้งนั้นแหละ...
            แปดโมงครึ่งเรือแวะหมู่เรือนแพที่เป็นด่านทหารกะเหรี่ยง ไอ้ลูก ทหารตัวน้อยถือคาร์บินพับฐานซะด้วย ดูหน้าตาแล้วสงสารแกจัง ตัวสูง กว่าปืนนิดเดียวเท่านั้น นายท้ายจ่ายค่านักเลงแล้วไปต่อ ประมาณเก้าโมง เช้ามาถึง บ้านแวสะลิ (เวสาลี) ตรงนี้มีด่านมอญอยู่บนแพเช่นกัน...
            ถ้าขึ้นบกตรงนี้ต้องนั่งเกวียนไป ค่ำๆ ก็จะไปถึงบ้านหนองบัว ท่านนาวินว่าอย่างนั้น พวกเราแห่กันขึ้นไปบนแพ นายด่านแกกำลัง ขายหวยอย่างขะมักเขม้น แทบไม่สนใจกับอ่องโมที่ไปจ่ายค่าผ่านทาง เอาเลย ซ้ำเปิดโต๊ะรับแทงถึงสองโต๊ะ ของเจ้ามือคนละราย สงสัยรายได้ดี เพราะลูกค้าแน่นครึ่ดไปหมด....
            ใครหิวเชิญรับประทานได้ ใครปวดหนักปวดเบาก็เชิญปลดทุกข์ กันตามสบาย นายท้ายของเราวันนี้ไม่ยักให้เมียอด เห็นไปเปิบข้าว กันตุ้ยๆ ตรงนี้เป็นจุดพักก่อนถึงเมืองจะอีน บนแพจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ของกินของใช้ เหล้านอกงี้เรียงเป็นตับเลย...
            หมดธุระแล้วเดินทางต่อไป อิ่มมาใหม่ ๆ ประกอบกับแดดเริ่มจัด ทำให้ทุกคนหลับกันคอพับคออ่อน แม่น้ำกว้างขึ้นเรื่อยๆ โขดหินที่เป็น อันตรายแทบไม่มีให้เห็น สองฝั่งตลิ่งสูงลิ่วยังมีต้นข่อย ต้นงิ้ว ต้นมะขาม ให้เห็นประปราย บางทีก็เป็นป่าหมากป่ามะพร้าวทั้งดง...
            เห็นข้างหน้าเป็นต้นตาลคู่สองต้นอยู่ไกลลิบ เรือก็เครื่องดับเอาดื้อๆ นายท้ายตัวแสบพาเรือชิดฝั่งเพื่อหลบแดด สาละวนกับเครื่องเรือพลาง บอกกับผู้โดยสารว่า ข้างบนมีศาลเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ทุกคน ขึ้นไปไหว้หน่อย ไม่เช่นนั้นจะไปต่อไม่ได้ วะ...ปานฉะนี้เชียวหรือคุณพี่..? นักเลงโตเกินไปแล้วมั้ง..?


ต้นมะม่วงจอมอิทธิฤทธิ์ ถูกเลื่อยขาดแล้วยังไม่ยอมล้ม


            ขึ้นไปแล้วต้องยอมรับว่าท่านขลังจริงอย่างเขาว่า ที่ข้างศาลเป็น ต้นมะม่วงโตเป็นโอบ ที่น่าทึ่งคือถูกเลื่อยขาดแล้วไม่ยอมล้ม กลับประสาน กันดีเหมือนเดิม เหลือแต่รอยเลื่อยไว้ให้ดูต่างหน้า ถ้าอาตมาเป็นคนเลื่อย คงขนหัวลุกเด่ไปเหมือนกัน กำหนดจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ท่านและบริวาร ทั้งหลาย...
            เสียงเครื่องเรือติดกระหึ่มทันใจ แหม...เอาเรือมาจอดเพื่อขอ ส่วนกุศลโดยเฉพาะเลยนะ ไหนๆ ก็มาแล้วอย่าเสียเที่ยวเปล่า ขอฉี่รดเป็น ที่ระลึกหน่อยเถอะ ฮิ..ฮิ..เสร็จจากธุระส่วนตัวแล้วรีบเผ่นลงเรือ เดี๋ยวท่าน เปลี่ยนใจไม่ให้ไปต่อมันจะยุ่ง แดดยิ่งร้อนๆ อยู่ด้วย...


รถสองแถววิ่งระหว่างเมืองจะอีน – บ้านสองแคว


            แพซุงมากมายเป็นแถวยาว พวกนี้ขายที่เวสาลีไม่ได้ ต้องล่องต่อ ไปถึงจะอีนหรือมะละแหม่ง บางทีก็มีนายทุนรวบรวมซื้อไว้แล้วล่องไปขาย ถึงเมืองไจ๊มะยอโน่น...เรือฝ่าเปลวแดดร้อนฉ่าเข้าเทียบท่าที่เมืองจะอีน ตอนเพลพอดี เด็กวัยรุ่นตัวดำๆ กรูกันลงมาแย่งกันแบกของอุตลุด...
            เอาของขึ้นรถสองแถวที่จอดรออยู่ในท่า ท่านนาวินควักย่ามให้ ค่าแรงเด็กๆ คนละนิดคนละหน่อย พวกเขาทำงานที่เหมือนกับทำฟรี เจอคนใจดีหรือมีของมากก็ได้สตางค์ เจอคนของน้อยเขาแบกเองได้ แล้ว ดันไปคว้าของเขามาก็เหนื่อยฟรีไป แต่ก็ไม่เห็นพวกเขาจะว่าอะไร นอกจากถือว่าเป็นการทำบุญ...
            จะอีนเป็นเมืองข้าราชการ คนของเมืองนี้เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นข้าราชการ คล้ายกับเมืองเมย์เมี้ยว ดูบ้านเรือนที่ทางการทำให้แล้ว มันซึมๆ โทรมๆ บอกไม่ถูก ไม่เห็นจะมีชีวิตชีวาแบบเมย์เมี้ยวเลย ใครถูก ย้ายมาคงแทบร้องไห้ เหมือนกับสมัยก่อนเมืองไทยเรากลัวถูกย้ายไป แม่ฮ่องสอนอย่างไรอย่างนั้น...
            ท่านนาวินพาเข้าร้านอาหารอิสลาม ที่ทราบเพราะเขาเขียนเลข ๗๘๖ เป็นสัญลักษณ์เอาไว้ ตัวเลขนี้รวมกันแล้วได้ ๒๑ คือพวกเขามีความ ตั้งใจว่า ภายในศตวรรษที่ ๒๑ ศาสนาอิสลามจะต้องครอบครองประเทศ พม่าให้ได้ แต่ดันกำหนดเป็นคริสต์ศตวรรษ ดูแล้วเป็นงงว่ะ..?
            ที่งงหนักเข้าไปอีกคือ อาบังแกยกอาหารมาประเคนอย่างคล่อง แคล่ว ถูกต้องตามพระวินัยซะด้วย ท่านนาวินต้องเฉลยว่าพม่ามีพระมาก ถ้าเล่นตัวรังเกียจพระก็ไม่ต้องทำมาหากินกันละ ในเมื่ออยู่กับพระ ค้าขายกับพระจนชิน แกจึงคล่องตัวไปโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเก่งเพราะ สถานการณ์บังคับ ฮิ..ฮิ...
            อาหารมีแกงมัสมั่นกุ้ง แกงมัสมั่นไก่ ตามแบบฉบับของพม่าคือ มีแต่เครื่องเทศและน้ำมัน อีกอย่างหนึ่งเป็นฝักเพกาดอง หั่นมาเป็น ชิ้นโตๆ จิ้มกับพริกเผาที่ตำกับเกลือ ฉันเสร็จจ่ายค่าอาหารไป ๑๘๐ จั๊ต ค่าเรือท่านนาวินแอบจ่ายไป ๓,๐๐๐ จั๊ต ส่งคืนให้ก็ไม่ยอมรับ
            มานั่งรอรถที่ยังไม่ยอมออกซักที ท่านนาวินเสียเงินอีกจนได้ ท่านซื้อน้ำองุ่นกับน้ำสตอเบอรี่มาอย่างละลิตร เป็นน้ำหวานเข้มข้น ต้องผสมน้ำสี่เท่าจึงดื่มได้ บอกว่าลิตรละ ๓๘๐ จั๊ต ได้เงินทอนมาเป็น ธนบัตรเก่าๆ ใบเบ้อเริ่มทั้งนั้น นับกันมือเป็นระวิง...
            รถออกแล้ว แต่ไม่ได้ไปตามทางที่ตรงไปสองแคว หากวิ่งวนไปใน ตัวเมือง มุดซอกเล็กซอกน้อยจนเวียนหัว มาโผล่ยังที่ทำการเกษตร จังหวัดจะอีน ที่ทราบเพราะมีป้ายภาษาปะกิดอยู่ด้วย โชเฟอร์เขามารับ ผู้โดยสารที่สั่งเอาไว้ แต่คุณท่านเห็นพระยึดเบาะหน้าไปหมดแล้ว เลยขอ ไปคันหลังแทน...
            ไม่ไปก็ไม่ง้อวะ...เจ้าของรถพารถไปตามทางลูกรัง มาจอดให้ ด่านตำรวจที่ซุกตัวอยู่กลางดงยางพาราตรวจ หยอกล้อกับตำรวจที่คงเป็น เพื่อนกันอย่างสนุก แถมแบ่งบุหรี่ให้ไปอีกตั้งครึ่งซอง ดังนั้น รถของเราจึง ไปได้ฉิว ขณะที่คันอื่นซึ่งตามหลังมาจอดติดกันเป็นแพ...


เส้นทางจะอีน - สองแคว สภาพถนนดีมากๆ


สะพานข้ามห้วยที่ถูกทหารกะเหรี่ยงคริสต์ระเบิดขาด


            ถนนลูกรังผ่านกลางนา มีบ้านคนเป็นระยะไป ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล มิน่าล่ะ...คุณเกษตรจังหวัดแกถึงไม่ยอมมาด้วย มาถึงสะพานข้ามห้วย ที่กว้างเกือบสิบเมตร ที่เพิ่งถูกทหารกะเหรี่ยงคริสต์วางระเบิดพังยับเยิน เขาทำสะพานไม้ให้ข้ามชั่วคราว แต่ผู้โดยสารต้องลงเดิน เพราะสะพาน รับน้ำหนักไม่ไหว...
            ทางสายนี้เลาะไปตามแม่น้ำอัตทรานนั่นเอง และเป็นสายที่ทหาร กะเหรี่ยงมักจะออกปล้นกันเป็นประจำ บางรายไม่รู้จักภูมิประเทศ ปล้น เสร็จทะเร่อทะร่าออกไปทางซ้าย ติดแหง็กอยู่ริมแม่น้ำ เขาจับได้ก็ติดคุก หัวโตไป หวังว่าครั้งนี้คงไม่มีใครคิดปล้นกลางแดดหรอกนะจ๊ะ...
            รถวิ่งเข้าไปกลางหมู่บ้านใหญ่หลายร้อยหลังคาเรือน ชาวบ้านที่นี่ พูดไทยได้แทบทุกคน ชื่อว่าบ้านสามพระยา พม่าเรียกบ้านตำมะยา (มะนาว) มีญาติโยมที่รู้จักท่านนาวินร้องทักทายมาหลายคน ภาษา ของเขาเป็นภาษาไทยเก่ามาก คงเป็นเพราะไม่มีการพัฒนาแบบของไทย แต่อาตมาก็เข้าใจดีทุกคำ...
            ผ่านด่านตรวจทหารที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน นักเรียนรอบเช้าเลิก เรียนพอดี สีเขียวสีขาวเต็มไปหมด มีนักเรียนหญิงสองคนขึ้นรถมาด้วย ตอนขึ้นยังเป็นเสื้อสีขาวอยู่ ตอนลงใส่เสื้อสีน้ำตาลตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ กลับถึงบ้านถ้าไม่รีบซักมีหวังได้เสื้อสีตุ่นๆ ใส่ไปโรงเรียนแน่ๆ..!
            ระยะทางจากเมืองจะอีนถึงบ้านสองแควแค่ ๑๘ ไมล์ แต่รถวิ่ง เป็นชั่วโมง อาตมากับท่านนาวินลงหน้าโรงเรียนบ้านสองแคว เพราะ ไม่อยากไปยุ่งกับการตรวจที่ท่ารถอีกครั้ง บริเวณโรงเรียนเป็นที่ลุ่มต่ำมาก ท่านนาวินบอกว่าหน้าน้ำนักเรียนต้องเรียนกันบนถนน..!
            ข้ามสะพานที่มีโยมสร้างถวายครูบาญาณ พระอาจารย์ใหญ่แห่ง บ้านสองแคว เขาทำข้ามถนนผ่านตลาดเข้าไปถึงวัดมณีเลยทีเดียว คุณโยมผู้ศรัทธามีชื่อว่า “ลินจง” เป็นคนบ้านสองแควนี่เอง ไปทำมาหากิน ที่เมืองไทยจนร่ำรวย กลับมาช่วยทำสะพานถวายวัดราคาตั้งหกล้านจั๊ต..!
            ครูบาญาณท่านไม่อยู่ อาตมาทั้งสองเดินย้อนกลับมาทางท่าน้ำ มีโยมผู้ชายกินหมากปากแดงตรงเข้ามาไหว้ท่านนาวิน บอกว่าถ้าจะไป วัดหนองบัวให้รอสักครู่ เขาเอานาฬิกามาซ่อมไว้ รอให้นาฬิกาเสร็จแล้วไป เรือของเขาก็ได้ พอลับหลังไป ท่านเจ้าอาวาสบอกว่าเป็นผู้ช่วยครูใหญ่ โรงเรียนบ้านหนองบัว...


นั่งเรือจากบ้านสองแควไปยังวัดหนองบัว


            สั่งน้ำส้มยี่ห้อแฟนตาซีมานั่งฉันระหว่างรอคนละขวด ราคาขวดละ ๕๐ จั๊ต เมื่อกี้จ่ายค่ารถไปคนละ ๒๐๐ จั๊ต ค่าของเขาไม่เก็บ...รอจนบ่ายสองครึ่ง คุณครูถึงมา พาอาตมาทั้งสองลงเรือลำเล็กที่ดูแล้วสภาพไม่น่าจะไปถึง ปลายทางได้ แต่คุณครูเก่งสมกับเป็นแม่พิมพ์ พาไปถึงวัดหนองบัวจนได้ นับว่าทำหน้าที่เรือจ้างได้สมบูรณ์แบบ...
            ท่านสุโภคะเพื่อนซี้ของท่านชา (พระปรีชา จิรนาโค) มาช่วย แบกของขึ้นวัด ถามเรื่องค่าเรือ ผู้ช่วยครูใหญ่ไม่รับ เพราะมีพวกเราหรือ ไม่มี คุณครูก็ต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว สบายไปอีกครั้ง อาตมาตรงเข้าไปพัก ยังศาลาหอพระเลย ด้วยเคยมาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว...
            ท่านสุโภคะตีเกราะบอกชาวบ้านว่า “ครูบาน้อย” คือท่านนาวิน มาถึงแล้ว บรรดาชาวบ้านที่นำโดยลุงทองแดง มัคทายกของวัด มาถึงก็ ถามหาครูบาใหญ่เมืองไทย ว่ามาด้วยหรือไม่ ? อาตมาเองเจอเหตุการณ์ แบบนี้ มักจะ “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก” ทุกที...
            หน้าตาท่าทางของอาตมา ไม่มีวี่แววของผู้มีวาสนา หรือว่าฝึกจน เป็นไปตามสำนวนกำลังภายในที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามานย์...เอ๊ย...สามัญ” ก็ไม่อาจจะทราบได้ ไปที่ไหนมักไม่มีใครเชื่อน้ำหน้า ต้องคบหาสมาคมกัน ไปพักหนึ่งนั่นแหละ กว่าเขาจะยอมรับว่ามีความสามารถจริงๆ...
            ที่นี่ก็เช่นกัน ญาติโยมที่ไม่เคยพบอาตมาเมื่อครั้งก่อน มากราบ แล้วจ้องเอาจ้องเอา พวกเขาไม่เชื่อว่านี่แหละอาจารย์ของเจ้าอาวาสของ พวกเขา และเป็นผู้ที่จะมาบูรณะวัดหนองบัวขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อาตมาได้ แต่ทักทายไปตามอัธยาศัย เดี๋ยววัดเสร็จเขาก็เลิกสงสัยไปเองแหละ


พระพุทธไสยาสน์ในศาลาพระนอน วัดหนองบัว


            ทักทายชาวบ้านทั่วถึงดีแล้ว อาตมาปล่อยให้ครูบาน้อยรับมือกับ ญาติโยมไป ตัวเองถือกล้องถ่ายรูปไปถ่ายอาคารสถานที่จนทั่ววัด ทุกหลัง แทบหมดสภาพทั้งนั้น ต้องทำใหม่ทั้งหมดจริงๆ มีที่พอเป็นรูปเป็นร่างบ้าง ก็ศาลาพระนอนแห่งเดียว แต่เตี้ยเกินไปต้องยกหลังคาใหม่เช่นกัน...
            คำนวณงบประมาณแล้ว ที่สำคัญคือศาลาหอพระ ตกประมาณ สองล้านบาท โบสถ์คงอยู่ในราวหนึ่งล้านบาท วิหารพระเจ้าอีกหนึ่งล้าน บาท สามที่นี้เสร็จอย่างอื่นก็เรื่องเล็กแล้ว อาตมาต้องหาเงินเป็นต้นทุน ประมาณแสนห้าถึงสองแสนบาท ก็เริ่มลงมือบูรณะวัดหนองบัวได้
            เสียงเพลงฉลองปราสาทกฐินดังแว่วมาในหมู่บ้าน ขณะที่อาตมา ไปสรงน้ำและซักผ้าที่ห้องน้ำใหม่ ห้องน้ำชุดนี้อาตมาถวายเงินท่านนาวิน สร้างขึ้นใหม่ ครูบาน้อยของชาวบ้านทำดีเกินไปจนชาวบ้านบ่น เพราะ พวกเขาใช้ชักโครกไม่เป็น ฮิ..ฮิ...
            เอาผ้ากลับมาตาก พบพระหลวงตาองค์หนึ่งนั่งจ้องอาตมาอยู่ ท่านเพิ่งจะได้สิบพรรษา แต่อาตมาก็ไหว้เอาไว้ก่อน ท่านชื่อ “หลวงตา อินพาน” เป็นอดีตเจ้าอาวาสที่นี่ แต่เป็นเพราะเจ้าอาวาสองค์ก่อนคือ “พระอาจารย์แสง” หนีไปอยู่วัดพระแท่นดงรังที่เมืองไทย...
            เมื่อไม่มีสมภารเจ้าวัด ซ้ำไม่มีลูกวัดด้วย บรรดาญาติโยมก็หาผู้ที่ จะมาบวชเป็นหลวงตาเฝ้าวัด ปรากฏว่าหลวงตาอินพานจับสลากได้ ต้อง บวชมาเฝ้าวัดตามข้อตกลง แต่ท่านเล่นขนข้าวของเงินทองของวัดไปให้ลูก ให้เมียทางบ้านซะนี่ จึงถูกชาวบ้านตั้งข้อรังเกียจ...
            วัดที่ไม่มีลาภผลเหลือเฟืออะไร ซ้ำถูกชาวบ้านรังเกียจเข้าอีก ท่านก็อยู่ไม่ได้ พอพรรษาที่สาม ท่านจึงเผ่นไปอยู่ที่ห้วยมาลัยฝั่งไทยบ้างพอดีกับชาวบ้านได้ข่าวว่าท่านนาวินซึ่งเป็นลูกบ้านหนองบัว บวชอยู่ที่ วัดหินแหลม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี...
            ทั้งหมดจึงอาราธนาครูบาน้อยของเขามาเป็นเจ้าอาวาสแทน เมื่อ ท่านนาวินมาถึงก็ลงมือพัฒนาวัด โดยซ่อมแซมศาลาท่าน้ำ ทำห้องน้ำ ห้องส้วมใหม่ ซ้ำยังซื้อเครื่องปั่นไฟมาใช้อีก แม้จะเป็นการสนับสนุนจาก อาตมาเองก็ตาม แต่ความเชื่อถือในตัวเจ้าอาวาสใหม่ซ้ำหนุ่มฟ้อของเขา ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ...
            เมื่อถึงหน้ากฐิน ชาวบ้านที่เชื่อแน่ว่าเงินของเขาเข้าวัดแล้วไม่สูญ ไปไหน จึงช่วยกันทำบุญมาเป็นเงินจำนวนมากพอที่หลวงตาอินพานจะ น้ำลายหก ประกอบกับข่าวครูบาน้อยจะบูรณะวัดใหม่ทั้งหมด หลวงตา อินพานท่านจึงกลับมาบ้านหนองบัวอีกครั้ง เพื่อดูว่าจะมีช่องทางอะไร สำหรับท่านบ้าง..?
            เห็นแววความยุ่งยากมาถึงครูบาน้อยแล้วหรือยัง..? คนเคยอยู่ที่นี่ พรรษามากกว่า อายุมากกว่า ถ้าท่านไม่คำนึงถึงผ้าเหลืองที่ห่มอยู่ เอา กิเลสชาวบ้านมาใช้ ท่านนาวินคงต้องรับศึกหนักในระยะเวลาอันใกล้นี้ เป็นแน่แท้ แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็เชื่อมือครูบาน้อยว่าเรื่องแค่นี้ท่านต้อง รับมือไหว...
            เสร็จจากการสนทนากับหลวงตาอินพาน จะเตรียมตัวทำวัตรเย็น เห็นท่านนาวินกับพระเณรล้อมเครื่องปั่นไฟกันเป็นกลุ่ม ถามดูถึงรู้ว่า ตอนท่านไปหาอาตมา ทางนี้เณรเล่นซะเครื่องไฟพังไปเรียบร้อยแล้ว กว่าจะปล้ำติดได้ก็เลยเวลาทำวัตรไปมากโขทีเดียว...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏