คำนำ

            ขึ้นชื่อว่าประเทศพม่าแล้ว ย่อมมีเสน่ห์สำหรับพระธุดงค์และท่าน ที่ชอบเดินทางผจญภัยเสมอ โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้แสวงบุญนั้น ถึงกับตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า ในชีวิตนี้ขอให้ได้ไปไหว้พระในประเทศพม่า สักครั้งหนึ่ง...
            คำร่ำลือเกี่ยวกับพระมหาเจดีย์ชเวดากองพระเจดีย์ทองอัน ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อพระมหามุนีที่ชาวพม่าปฏิบัติต่อองค์ท่านราวกับ พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระบรมธาตุอินทร์แขวนที่ปาฏิหาริย์ ลอยอยู่ไม่ได้ติดกับพื้นดิน เหล่านี้ย่อมพาให้ทุกคนอยากไปพม่ามากขึ้น
            แต่พม่าเป็นประเทศปิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลทหาร ซึ่งหา ความอยู่กับร่องกับรอยของนโยบายได้ยาก ยิ่งการกระทำเป็นไปตาม อารมณ์ของผู้มีอำนาจ ก็ยิ่งน่าเกรงอันตรายมากขึ้น แต่อาตมาโชคดี ที่สามารถเข้าออกพม่าได้ง่าย จึงบันทึกการเดินทางและการสร้างวัด หนองบัว ซึ่งถือเป็นวัดไทยในพม่าอย่างไม่เป็นทางการ เอาไว้ด้วยกัน หลายตอน จนกลายเป็นรูปเล่มที่เห็นอยู่นี้...
            สิ่งต่างๆ ในบันทึกนี้ อาตมาเขียนตามสิ่งที่พบเห็นและเป็นไป ครั้งแรกที่เดินทางเข้าประเทศพม่า อาตมาแบกความถือตัวว่า มาจาก ประเทศแห่งพระพุทธศาสนาเข้าไปอย่างเต็มที่ แต่พอพบกับการปฏิบัติ แบบคนมีพระศาสนาอยู่ในหัวใจ อย่างสม่ำเสมอพร้อมเพรียงกันของ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าเข้าแล้ว อาตมารู้สึกอายแทบ จะแทรกแผ่นดินหนี ต้องของเขาจึงจะเรียกว่าแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนาได้เต็มปากเต็มคำ...
            ทุกถ้อยคำในบันทึก เป็นความเห็นตามมุมมองเฉพาะตนของ อาตมาเพียงผู้เดียว ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องมีความเห็นคล้อยตาม หากแต่ รับทราบไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ เมื่อท่านมีโอกาสไปเยือนด้วยตนเอง ก็แล้วกัน...
            ภาษาพม่าทุกคำในบันทึกนี้ อาตมาออกเสียงตามอย่างคนพม่า ซึ่งไม่ได้ตรงกับความเคยชินของพวกเรา ภาษาอังกฤษแบบพม่านั้น เขียนอย่างหนึ่งอ่านออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่แปลภาษาอังกฤษเรื่อง เกี่ยวกับพม่า จึงมักแปลผิดอยู่เสมอ...
            หนังสือเล่มนสงวนลิขสิทธิตามพรบ.การพิมพ์ ท่านใดต้อง การนำไปเผยแพร่ โปรดติดต่อกับอาตมาโดยตรง

๒๒ มกราคม ๒๕๕๑
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ


พระประธานบนศาลาการเปรียญ วัดตองไว

ล่องแก่งมหาภัย


            หลังงานทำบุญประจำปีและกฐินสามัคคี ของศูนย์ปฏิบัติธรรม เกาะพระฤๅษี (ซึ่งมีคนไปร่วมงานมากเกินคาด) เสร็จเรียบร้อยลงด้วยดี อาตมาก็เดินทางข้ามมาฝั่งพม่า พักอยู่ที่วัดตองไว (วัดป่าภูผากำแพง) ของท่านอาจารย์สุมังคะละ เพื่อรอท่านนาวิน (พระนาวิน สจฺจญาโณ) พระสหายอีกท่านที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัว มารับไปร่วมงานทอดกฐิน ของวัดหนองบัว ที่เมืองจะอีน...


กุฏิที่พัก ณ วัดตองไว ประเทศพม่า


            นอนอ่านหนังสือรอจนบ่ายท่านนาวินจึงมาถึง บอกว่ามัวแต่ไป ตามตัวญาติผู้น้องที่ชื่อ “โปไล” ซึ่งไปทำงานอยู่ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี แต่พ่อตัวดีไม่ได้อยู่รอตามนัด ท่านกลัวว่าอาตมาจะ รอนาน จึงเดินทางมาสมทบก่อน ปล่อยให้เขาเดินทางกลับบ้านที่หนองบัว เอาเอง ซึ่งค่อนข้างจะเสี่ยงกับการถูกจับ สู้เดินทางร่วมกับพระไม่ได้..
            อาตมาฝากท่านนาวินแลกเงินพม่า ส่วนท่านเจ้าอาละวาดก็ฝาก อาตมาซื้อสลกบาตร ขาบาตร และสายสะพายบาตร บอกว่าจะเอาไปฝาก ท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะ เจ้าอาวาสวัดเจ้าไว (หินล้อม) เมืองมุด่ง จังหวัดมะละแหม่งโน่น ท่านอาจารย์ใหญ่รู้จักสนิทสนมกับอาตมาดี เคย เดินทางไปเยี่ยมอาตมาถึงเกาะพระฤๅษี อาตมาได้ถวายข้าวของท่านไป เป็นจำนวนมาก...


งานทำบุญ ๗ วัน นายมาลา ที่ด่านเจดีย์สามองค์


            ตอนเย็นออกไปสวดมนต์ในตัวอำเภอพะยาตงซู (ด่านเจดีย์ สามองค์) เป็นงานทำบุญเจ็ดวันให้นายมาลาผู้ตาย ท่านอาจารย์สุมังคะละ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์บารมีดีเหลือเกิน มาทีไรมีนิมนต์พอดีทุกที ปกตินานๆ ถึงจะมีสักครั้ง” ก็แล้วแต่ท่านจะว่าไป อาตมาให้ศีลแล้วมอบให้ท่านสุมังคะละ นำสวด ท่านเป็นที่เคารพนับถือของที่นี่ ต้องให้เกียรติท่านหน่อย...
            เสร็จพิธีญาติโยมถวายหมากพลู บุหรี่ น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำอัดลม เล่นกันชนิดถ้าฉลองครบทุกอย่างคงจุกตาตั้ง หรือไม่ก็เมาน้ำลายยืด ไปเลยทีเดียว จากนั้นนัดแนะเวลาที่โยมจะรับมาฉันเช้า แล้วเดินทาง กลับวัด พอดีกับท่านนาวินไปแลกเงินกลับมา วันนี้อัตราการแลกเปลี่ยน อยู่ที่ ๙.๓๐ จั๊ตต่อ ๑ บาท ที่ได้ราคาดีเพราะยังเป็นช่วงหน้าฝน การค้ายัง ทำได้ไม่เต็มที่ ถ้าหน้าแล้งจะแลกได้น้อยกว่านี้มาก...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            น้ำค้างลงเม็ดเปาะแปะเสียงเหมือนฝนตก ลุกขึ้นล้างหน้า ล้างตา ครองผ้า สวดมนต์ทำวัตร ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน กราบอาราธนาหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ผู้เป็นบูรพาจารย์ ขอให้ท่าน ช่วยสงเคราะห์ในการเดินทางครั้งนี้ หลวงปู่ท่านเกิดในพม่ามาจนนับครั้ง ไม่ถ้วน ไปกับเจ้าถิ่นย่อมได้รับความสะดวกคล่องตัวในทุกที่...
            เสร็จจากงานทางใจก็มารองานทางโลก คุยกับท่านนาวินจนรถ จากบ้านงานมารับ ฉันเช้าเรียบร้อยแล้ว อาตมากับท่านนาวินขอเข้าไป ในตลาด ท่านอาจารย์สุมังคะละบอกว่า การเดินทางจากเจดีย์ไปยัง ท่าเรือชองโส่ง(สบห้วย) นั้น จะให้รถวัดไปส่ง จึงนัดพบกันที่บ้านของ โกเต็ง ซึ่งเป็นพี่ชายของท่านอังกุระ พระสหายอีกท่านหนึ่งของอาตมา...
            หาซื้อประคำหยกให้ท่านตู่ (พระชาญชัย จารุธมฺโม) เห็นท่าน อยากได้เป็นหนักหนา แต่ตัวเองไม่มีปัญญาต่อราคาจนเป็นที่พอใจได้ จึงฝากอาตมาให้ช่วยจัดการแทน ได้ของมาเรียบร้อยแล้ว มาถามอัตรา แลกเปลี่ยนเงิน ปรากฏว่าได้เพิ่มมาอีก ๕ สตางค์ จึงเอาเงินที่ท่านนาวิน ฝากซื้อสลกบาตรแลกไปก่อน กลับไปแล้วค่อยหาเงินไปซื้อให้ท่าน...
            จากนั้นเดินไปบ้านของโกเต็ง เจ้าของบ้านกุลีกุจอต้อนรับ ปล่อย ให้ภรรเมียนั่งขายเบอร์หวยอยู่คนเดียว โกเต็งลงทุนทำโรงงานผลิต เฟอร์นิเจอร์ บังเอิญช่วงนี้ของออกไม่ดีเหมือนก่อน ขาดทุนไปเป็นล้านจั๊ต จึงหันมาขายเบอร์แทน


หวยบนดินของพม่า ออกวันละ ๗ งวด


            หวยพม่าออกวันละเจ็ดงวด มีเจ้ามือด้วยกันเจ็ดราย ออกห่างกัน คนละชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายโมงถึงหนึ่งทุ่ม แบบนี้มีหวังเล่นกันจนฉิบหาย ขายตัวไปข้างหนึ่งแน่ ๆ..!
            เก้าโมงเศษรถของวัดตองไวจึงมารับ พระเณรยัดทะนานกันมา เกือบสิบรูป มีที่จะเดินทางไปด้วย ๕ รูป ที่จะไปเล่นน้ำตกที่ชองโส่งอีก หลายรูป ยังดีที่เขาเว้นเบาะหน้าไว้ให้ หาไม่อาตมาคงต้องขึ้นไปขี่คอท่าน ทั้งหลายที่กระบะท้ายเป็นแน่แท้ นอกจากคนแล้วยังมีทั้งบาตรทั้งปิ่นโตที่ ขนมาเต็มที่ เรียกว่าไปปิคนิคกันดีๆ นี่เอง ทั้งคาวทั้งหวานเต็มอัตราศึก..!
            ครั้งนี้หนทางสะดวกมาก เนื่องจากท่านดอลาที่เดินทางมาด้วย ท่านเป็นน้องภรรยาของปลัดเมืองพะยาตงซู(เจดีย์สามองค์) เจ้าหน้าที่เห็นปุ๊บก็เปิดด่านให้ปั๊บ ผ่านตลอดทั้งด่านยูวาติ๊ด จงกุย จอปุลุ มาถึงชองโส่งยังไม่ถึงสิบโมงดี
            ท่านนาวินลงไปติดต่อขอหนังสือผ่านทาง แจ้งนามอาตมาว่า “สุธัมมะ” นายด่านเขาเขียนเป็น “อุตตะมะ” จะแก้ไขก็เสียเวลาโดย ใช่เหตุ ปล่อยเลยตามเลยจะดีกว่า เวลาเขาขานชื่ออย่าลืมรับก็แล้วกัน..!
            บรรดาเณรขนอาหารเพลลงมาประเคน พระทุกรูปล้อมวงฉันกัน แบบง่ายๆ ระหว่างนั้นท่านนาวินเพิ่งกลับมาจากการติดต่อพาหนะ พอเห็น เจ้าของเรืออาตมาก็จำได้ทันที


ชองโส่ง (สบห้วย) ชุมทางรถ - เรือ เพื่อเดินทางเข้าพม่า


            “อ่องโม” สารถีตัวแสบที่คราวก่อนหลอกทหารกะเหรี่ยงว่า ข้าวสาร ๕๐ ถุงที่ขนมากับรถเป็นของอาตมานั่นเอง ยังดีที่ทหารเหล่านั้น เกิดชอบอัธยาศัยของอาตมา จึงปล่อยให้ผ่านมาอย่างง่ายดาย หาไม่จะ ออกหัวหรือก้อยยังไม่รู้..?
            นายแสบมาขับเรือแทน เพราะหน้านี้ทางรถขาดหมด และมา สร้างวีรกรรมเอาไว้จนได้ นายด่านตามมาคาดคั้นว่า ถ้าคราวหน้าวิ่งนอกคิวอีก จะยึดเรือซะให้เข็ด คราวนี้เห็นว่าจะไปส่งพระ โดยเฉพาะมีท่านดอลาไป ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเล่นซะตั้งแต่งวดนี้เลย แล้วต่อว่าต่อขานอีกกระบุงโกย ดูท่าทางอ่องโมที่โมโหฮึดฮัดแล้ว คงถูกด่าไปไม่เบาเหมือนกัน...
            เสร็จจากฉันเพลแล้วทุกรูปขนของลงเรือ นายด่านตามมาส่ง ด้วยบารมีของท่านดอลา ทั้งพม่าทั้งไทยเหมือนกันไปหมด ตรงที่ใครมีเส้น มักจะได้รับความสะดวกกว่าคนอื่น อาตมาเองอาศัยเส้นหลวงปู่ปาน มาทีไรคล่องตัวมาก ใครจะไปรู้ว่าหลวงปู่อาจจะให้ท่านดอลามาด้วยก็ได้ คนอื่นถูกจับขังคุกบ้างส่งกลับบ้าง อาตมาเองลอยลำให้เขาอิจฉากันทุกที..!
            มีเรือขนคนขนของขึ้นอยู่หลายลำ อ่องโมลุยน้ำพยายามจะดันเรือ ให้หันหัวไปตามน้ำ แต่น้ำแรงกว่าที่คิด ตีเรือจนขวางลำแทบพลิกคว่ำ..! ยังดีที่ไม่มีใครตกใจจนผวาลุกขึ้นยืน ไม่อย่างนั้นมีหวังได้สรงน้ำแบบ ไม่เต็มใจกันบ้างเป็นแน่
            พอหัวเรือตรงร่องนายท้ายตัวแสบก็โดดขึ้นติดเครื่อง กว่าจะ วาดหางปรับทิศทางได้ เรือก็พุ่งไปเกือบเกยตลิ่ง เสียงเร่งเครื่องดังสนั่น หวั่นไหว ก่อนเรือจะกระโจนพรวดไปตามคลื่น...ท้องเรือขูดกับหินใต้น้ำ ดังครืดยาวเหยียด..!
            ป่วยการที่จะไปห่วงใยกังวล ขนาดเจ้าของเรือมันยังไม่สนใจเลย นี่หว่า ตั้งหน้าตั้งตาเร่งเครื่องระบายอารมณ์ขุ่นที่ถูกนายด่านด่าเอาไว้ อาตมาได้แต่ทำใจว่า เจ้าของเขายังไม่กลัวเรือพัง แล้วเราจะมากลัวทำไม? อย่างดีก็แค่ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง ถ้าเรือมันเกิดล่มหรือพังขึ้นมาจริงๆ เท่านั้นเอง..!
            ผ่านน้ำตกชองโส่งที่ไหลลงมาบรรจบกัน น้ำไม่ลึกมากหากแต่ ไหลเชี่ยวทีเดียว ตรงหน้าเป็นผาหินขนาดใหญ่ สองฝั่งเป็นป่าทึบเขียวขจี หัวเรือแหวกน้ำแตกเป็นปีกอยู่ซู่ซ่า สายลมเย็นชื่นโชยมาปะทะหน้า ชีวิตนี้ คือการเดินทาง จุดหมายของแต่ละคนเป็นอย่างไรตามแต่ บุญกรรมลิขิต ความจริงเราสามารถขีดเส้นชีวิตของเราเองได้ ขอเพียง ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตจะต้องดีอย่างแน่นอน...


ทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำ หน้าน้ำตกชองโส่ง


            แดดจัดทันทีที่พ้นจากเงื้อมผาและเงาไม้ อาตมาตลบชายจีวรขึ้น กันแดด ผู้โดยสารหลายคนงัดเอาบุหรี่ตัวเบ้อเริ่มขึ้นมาสูบ แล้วดันจำเพาะ ให้เขาอยู่ข้างหน้า พระทั้ง ๗ รูปจึงถูกรมควันเหมือนกับอยู่เมืองในหมอก เรือบรรทุกไม้แล่นทวนน้ำสวนมาเป็นระยะ ไม้ทั้งหมดจะไปขึ้นที่ชองโส่ง แล้วขนไปผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ด่านเจดีย์สามองค์...
            เรือบางลำขนหัวกลอยมาจนกราบเรือปริ่มน้ำ ระยะนี้ทางทองผาภูมิ กำลังเห่อขุดกลอยเป็นการใหญ่เหมือนกัน เขาเอาไปทำถั่วทอดกลอย หน้าตาน่าอร่อย อาตมากับท่านตู่ฉันเข้าไปแล้วเมา อาเจียนออกมาเป็นถัง เลย โดนเข้าทีเดียวเข็ดไปอีกนาน กลอยพวกนี้คงขึ้นที่ชองโส่งเพื่อส่งเข้า ไปทองผาภูมิ เตรียมผลิตออกมาเบื่อคนที่ยังไม่เคยโดนต่อไป..!


ด่านมอญ คอยเก็บค่าผ่านทางริมแม่น้ำ


            นายท้ายจอมดีเดือดแวะเข้าไปยังด่านมอญ จัดการจ่ายไป ๒,๐๐๐ จั๊ตตามหน้าที่ ถ้ารู้จักทำแบบนี้ยังคงหากินได้อีกนาน เรือแล่นต่อ ไปไม่นานมีตอม่อสะพานขนาดใหญ่ ๒ ตอ ส่วนตัวสะพานหล่นจมน้ำอยู่ ข้างล่าง ท่านนาวินบอกว่าเป็นสะพานรถไฟสายมรณะ ซึ่งสร้างจากเมืองไทย มาทะลุพม่า โดยเชลยศึกที่ญี่ปุ่นเกณฑ์มาครั้งสงครามโลก...


ตอม่อสะพานรถไฟสายมรณะ


            น่าเสียดายสถานที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตรเช่นนี้ ต้องมาถูก ทิ้งร้างแบบไม่ไยดี ถ้าได้ปรับปรุงเป็นแหล่งเที่ยวแบบเมืองไทย คงจะเรียก นักท่องเที่ยวได้อีกมาก แต่อย่าไปหวังอะไรกับรัฐบาลทหารชุดปัจจุบันนี้ เลย แค่รักษาภาพพจน์ให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกเขาก็แย่แล้ว ขืนเปิด ประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีหวังหลุดพ้นจากอำนาจเร็วยิ่งขึ้น
            คุ้งน้ำโค้งเป็นข้อศอก ซ้ำน้ำยังไหลเชี่ยวกราก อ่องโมลดความเร็ว ตีโค้งอย่างระมัดระวัง นอกจากน้ำแรงแล้ว ตอใต้น้ำยังโผล่ไม่เป็นที่เป็นทาง เกยเข้าคว่ำสถานเดียว หน้าฝนที่ผ่านมาเรือคว่ำไปสองลำ จมน้ำตาย สังเวยโค้งไปหนึ่งศพ ซากเรือลำหนึ่งยังเกยอยู่บนกอไม้น้ำ ชายตลิ่งตรง จุดนี้สูงชันทั้งสองฝั่ง ดินถล่มลงมาจนเกือบจะตั้งฉาก แสดงให้เห็นถึง การกัดเซาะอย่างรุนแรงของน้ำ...


ตอไม้ที่มีอยู่ทั่วไป ไม่ระวังเป็นต้องเรือแตก


            หลายช่วงที่พื้นล่างเป็นหินอันแข็งแกร่ง ทนทานต่อการกัดเซาะ ทำให้เป็นแก่งที่สุดแสนจะอันตราย กระแสน้ำพลุกพล่านไปตามก้อนหิน ขนาดใหญ่ นายท้ายต้องคุ้นเคยชำนาญทางจึงจะเอาตัวรอดได้ กระนั้นก็ยัง เฉียดซ้ายเฉียดขวา ใต้ท้องเรือสัมผัสหินดังครืดคราด พลาดเพียงนิดเดียว มีหวังแตกกระจายทั้งลำ ผ่านไปทีก็ถอนหายใจโล่งอกแบบไม่รู้ตัวกันที...
            แก่งแล้วแก่งเล่าที่เรือของเรากระโจนผ่านอย่างเฉียดฉิว น้ำแรง จนบังคับเรือได้ยาก มีชาวบ้านมาวางข่ายดักปลาบ้าง วางลอบยืนบ้าง ลอบของเขาสานง่ายๆและหวังเอาปลาใหญ่กันจริงๆ เพราะตาลอบห่างจน มือลอดได้สบาย บางรายขึ้นไปยงโย่ยงหยกบนตอไม้กลางน้ำ ลงเบ็ด ตกปลาอย่างแข็งขัน บางคนได้ปลากระสูบตัวยาวเป็นเมตร แทบจะถูก ปลามันลากลงน้ำไปก็มี..!
            “เฮ้ย..!” นายท้ายของเราเบาเรือไม่ทัน พอเข้าโค้งเลยเบียดเกย ตลิ่งขึ้นไปเกือบครึ่งลำ ยังดีที่เป็นเรือใหญ่สี่สูบจึงดิ้นสะบัดหลุดออกมาได้ ถ้าเป็นเครื่องบิ๊ก ๑๖ แรง แบบที่อาตมาใช้ล่าเรือหาปลาอยู่หน้าวัดท่าซุง รับรองคว่ำไปแล้ว โค้งถัดไปตอไม้ใหญ่โผล่พ้นน้ำมาเป็นศอก ยังดีที่น้ำลด ลงมากแล้ว หน้าน้ำมองไม่เห็นเรือเกยแตกเป็นประจำ...
            นกกระเต็นอกขาวพุ่งดิ่งลงน้ำกระจาย พอเงยหัวขึ้นก็มีปลา ติดปากมาด้วย กระพือปีกพาร่างเหินขึ้นไปบนยอดไม้ สะบัดหัวฟาดปลา กับกิ่งไม้สองสามที พอปลานิ่งสนิทก็โยนขึ้นกลางอากาศ อ้าปากรับทางหัว กลืนเอื๊อกลงคอ ขยับให้ปลาไหลลงท้องเรียบร้อย แล้วบินมาเกาะที่จุดล่า ตามเดิม สายตาสอดส่ายหาเหยื่อตัวต่อไป เรือเฉียดเข้าใกล้รีบผวาบินหนี ส่งเสียงร้องแกร๊กๆ ไปตลอดทาง...
            เรือลำที่ซุกตัวอยู่ใต้ต้นไม้ส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ อ่องโมบังคับเรือเข้าไปใกล้ เป็นเรือขนซุงมาเต็มลำ เครื่องดับไปต่อไม่ได้ น้ำเข้าเรือไปครึ่งค่อนลำ ลูกเรือกำลังวิดกันอุตลุด พอเรือเทียบลำกันได้ เจ้าของเรือซุงจัดการเอาสายพ่วงมาต่อ ที่แท้เรือของเขาไฟหมด สตาร์ท ไม่ได้ พ่วงสตาร์ทชึ่งเดียวดังกระหึ่ม บอกขอบใจแล้วพาเรือทวนน้ำต่อไป...
            แก่งใหญ่ทิ้งระดับลงต่ำ เรือของเราพุ่งลงไปกระแทกกับหินดัง โครม..! เสียงผู้โดยสารหญิงอุทานด้วยความตกใจ แต่แล้วก็เชิดหัวขึ้น ทะยานต่อไปได้ ผ่านไปนิดเดียวมีแพไม้ไผ่ที่ไม่โชคดีเหมือนเรา เกยติดอยู่ บนยอดไม้ ลำไม้ไผ่ยังเขียวสดอยู่เลย นายท้ายของเราเบาเครื่องเมื่อเห็น หมู่เรือนแพข้างหน้า ก่อนจะเทียบเรือเข้าไปแล้วดับเครื่อง พักกันที่นี่ก่อน...


หมู่เรือนแพ เป็นทั้งที่พักและร้านอาหาร


            พระที่มาด้วยกันลงที่นี่หนึ่งรูป ท่านจะเดินเท้าไปบ้านอะนังกวีน (ทุ่งกันเกรา) แบกกลดมาด้วย บอกว่าต้องค้างคืน ๑ คืน ฝั่งพม่าถ้าถูก ยุงกัดเป็นต้องได้มาเลเรียเป็นของแถม ดังนั้น ถ้ามีกลดหรือมุ้ง ยอมแบก หนักมาจะปลอดภัยกว่า อาตมาเหยียบลูกบวบแพพาตัวขึ้นไป พอดีโยม อีกหลายคนดันขึ้นพร้อมกัน ลูกบวบยุบฮวบเล่นเอาสบงเปียกไปครึ่งตัว..!
            บนแพเป็นร้านขายอาหาร มีข้าวของเครื่องใช้ประจำวันหลายอย่าง ไว้จำหน่าย เรือของใครมาค่ำแวะพักนอนได้เลย เพียงแต่ตอนเช้าต้องกิน อาหารของเขา ท่านนาวินบอกว่ามีแพแบบนี้เป็นระยะไปตลอดทาง สาว เจ้าของแพกำลังซ่อมวิทยุอยู่ เล่นรื้อออกมาทุกชิ้นแบบนี้ ถ้าไม่ระวังให้ รอบคอบญี่ปุ่นต้องทำเกินเป็นแน่ อาตมาแค่เห็นสายไฟเกินสองเส้น ก็ปวดหัวแล้ว...
            พระลงหนึ่งแต่โยมขึ้นมาสาม เป็นพวกอิสลามที่ต้อนวัวไปขาย กำลังจะเดินทางกลับบ้านที่เมืองจะอีน สำรวจว่าทุกคนลงเรือกันหมดแล้ว จึงเดินทางต่อ เรือบรรทุกกลอยยังคงมีให้เห็นเป็นระยะ เรือสีข้าวลอยลำ รับสีข้าวให้ชาวบ้านอยู่ริมน้ำ นกแซงแซวเหลือบเล็กบินไล่โฉบแมลง กลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว กาละมังพลาสติกของใครไม่รู้ลอยไป ค้างอยู่บนยอดไม้โน่น...
            แพไม้ไผ่เรียงรายเป็นตับ เขาเอาซุงผูกพยุงไว้ข้างใต้ ล่องไปขาย ที่เมืองเวสาลีหรือไม่ก็เมืองจะอีน ขายได้ทั้งซุงและไม้ไผ่ ครอบครัว นักเลงแพซุงสร้างกระต๊อบเล็กๆ อยู่บนแพนั่นเลย เด็กๆ ตัวดำเป็นเหนี่ยง ไล่ปล้ำฟัดกันกลิ้งไปกลิ้งมา บางทีพลัดตกตูมลงไปในน้ำ เดี๋ยวก็ผุดขึ้นมา หัวเราะหน้าเป็น แถมโบกไม้โบกมือให้เรือของเราซะอีก...
            ริมตลิ่งมีโรงเลื่อยมากมายตลอดเส้นทาง ขี้เลื่อยกองเป็นภูเขา เลากา ถ้ายังตัดไม้ทำลายป่ากันหนักหน่วงขนาดนี้ อีกไม่ถึงสิบปีพม่าคง หมดป่าเป็นแน่ ไม้ที่เปิดปีกแปรรูปแล้ว ส่วนใหญ่ใช้เกวียนบรรทุกไปสู่ จุดหมาย ส่วนท่อนซุงจะมีช้างคอยงัดลงมาในแม่น้ำ จากนั้นบรรดานักเลง แพซุงจะเจาะจมูกไม้ ผูกมัดกับแพไม้ไผ่ เตรียมล่องไปขายอีกที


การตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักหน่วงสองฝั่งน้ำ


            สายน้ำแยกเป็นสองทาง นายท้ายของเราบังคับเรือไม่ทัน หัวเรือ ทิ่มสวบเข้าไปในดงไม้น้ำ ต้องลงจากเรือไปช่วยกันเข็น เกาะกลางเป็น สันดอนทรายละเอียดยิบ นกกระแตหาดบินขาห้อยร่องแร่ง ร้อง แตแต้แว้ด...แตแต้แว้ด... หลอกล่อให้พวกเราสนใจตัวเอง เพื่อที่จะได้ ไม่ไปทำอันตรายกับไข่ของเขาในหลุมทราย เออหนอ...ความรักของแม่...
            ร่องน้ำรวมบรรจบเป็นสายเดียวกันอีกที เถาขี้กาเลื้อยอยู่บน ต้นไม้ใหญ่ มีลูกสีแดงห้อยโตงเตงเป็นราว ท่านนาวินชี้ให้ดูหมู่เรือนแพทาง ขวามือ บอกว่าเมื่อขามาพักนอนกันที่ตรงนี้แหละ แต่เรือของอ่องโมเป็น เรือใหญ่ไปเร็ว ถ้าโชคดีคงจะถึงเมืองจะอีนในวันนี้เลย บรรดาผู้ที่มาด้วย หลับกันหัวก่ายท้ายเกย อาตมาหยิบแกลลอนพลาสติกผ่าซีก มาช่วยวิดน้ำ ที่ซึมเข้าเรือ...


หมู่เรือนแพด่านกะเหรี่ยง (ห้ามถ่ายรูป)


            บ่ายสามโมงมีเรือนแพอีกหมู่ใหญ่ นายท้ายของเราบอกว่าเป็น ด่านกะเหรี่ยง อย่าไปถ่ายรูปเข้าเป็นอันขาด ถ้ายังไม่อยากติดคุกเมืองพม่า อาตมาชอบอะไรที่ท้าทายแบบนี้อยู่แล้ว จึงจัดการเก็บภาพมาฝากทุกคน แบบนิ่มๆ คราวก่อนถ่ายภาพกองบัญชาการทหารพม่า ทำเอาโชเฟอร์บอก ศาลามาแล้ว หวังว่าคราวนี้เขาคงไม่ปล่อยให้ อาตมาว่ายน้ำไปเองนะ..!
            เรือแล่นเลยไปสิบกว่าเมตรเพื่อตีวงเข้าเทียบแพ แค่นั้นพวกทหาร ยังคิดว่าจะหนี เป่านกหวีดเรียกเป็นการใหญ่ อาตมาก้าวขึ้นแพไปสะดุด เส้นเอ็นที่ผูกไว้กับเสาแพ มันเล่นตกปลากันง่ายๆ แบบนี้เอง ขึ้นไปบนบก หลังแพหาที่ปัสสาวะ เสร็จแล้วลงมาเติมชาร้อนเข้าไปแก้วใหญ่ พม่าเขาใช้น้ำในแม่น้ำทั้งกินทั้งอาบ ยังดีที่น้ำดื่มเขาต้มใส่ชา พอจะ ป้องกันท้องร่วงไปได้บ้าง...
            อ่องโมเจรจากับทหารว่าจะจ่ายเท่าไร อาตมาสำรวจสินค้าบนแพ ของใช้สารพัดยี่ห้อเมดอินไทยแลนด์แทบทั้งนั้น น่าภูมิใจแทนประเทศไทย เหมือนกัน เสียดายที่ไม่ใช่การส่งเสริมของรัฐบาล หากแต่เป็นการค้าขาย ของพานิชยการไร้สำนัก หากินยาไส้ไปวันๆ เท่านั้น หากได้รับการส่งเสริม อย่างจริงจัง รับรองว่าเรายึดตลาดพม่าได้เกินแปดสิบเปอร์เซนต์...
            จ่ายค่าผ่านทางแล้วออกเดินทางต่อ พ้นแพไปไม่ถึง ๓๐๐ เมตร เครื่องเรือดับเอาดื้อๆ นายท้ายเจ้าโทสะปล้ำอยู่เป็นนาน กว่าจะติดได้ เล่นเอาเหงื่อตกกีบ แถมตรงกลางน้ำนี้ริ้นยังชุมเอาเรื่อง บรรดาปล่องโรงสี เคลื่อนที่งัดเอาบุหรี่มาเผากันใหญ่ อาศัยควันบุหรี่ไล่ตัวริ้น ชาวพม่าที่ไป ทำงานสวนป่าแถวเกาะพระฤๅษี สูบบุหรี่ทั้งหญิงและชาย บอกว่าสูบ ไล่แมลงเหมือนกัน...
            ผ่านสายน้ำแยกออกไปทางขวา เป็นห้วยแห้งไปแล้ว ท่านนาวิน บอกว่าตรงจุดนี้มีทางเกวียนไปยังบ้านหนองบัว ถ้าเดินทางด้วยเกวียน จากจุดนี้ต้องค้างกลางทางหนึ่งคืน หน้าแล้งมีรถจากด่านเจดีย์สามองค์ มาถึง อุตส่าห์ถ่อสังขารมากับเรือจนถึงขนาดนี้แล้ว คุณจะขี่เกวียนก็ ตามสะดวก ผมยอมทนนั่งหลังขดหลังแข็งไปกับเรือแบบนี้ดีกว่า...
            ตะวันลดความร้อนลงไปมาก เนื่องจากตกต่ำจนเริ่มบังเงาไม้ สายน้ำแผ่กระจายออกกว้าง แก่งหินโผล่เห็นเด่นชัด แพซุงแพหนึ่งไปเกย ติดอยู่กลางแก่ง บรรดานักเลงแพซุงกำลังช่วยกันงัดให้หลุด เรือของเรา ลงร่องน้ำได้ผ่านฉิวไปเลย นกยางกรอกสองตัวผัวเมียผวาบินหนีเรือ เห็นขาวโพลนเด่นชัด พอหลุบปีกลงเกาะก็หายวับไปกับตา เนื่องจาก ขนภายนอกของมันสีกลืนกับดงไม้อย่างสนิท...
            แก่งน้ำขนาดใหญ่สายน้ำเชี่ยวน่าสะพรึงกลัว เกลียวคลื่นม้วนตัว ดังโครมครืน อ่องโมหน้าเครียดมือกุมหางเรือกระชับมั่น สายตาจ้องเขม็ง อยู่ที่ร่องน้ำ อาตมาจับเคล็ดได้แล้วว่า ส่วนของคลื่นที่ม้วนเป็นลูกโต ๆ นั้น ข้างล่างคือโขดหินก้อนใหญ่ ต้องพาเรือลงระหว่างลูกคลื่นจึงจะรอด เรือของเราพุ่งลงกลางคลื่นพอดิบพอดี อาตมาเพิ่งถอนใจโล่งอก เสียง กราบเรือกระทบหินก็ดังครืด..!
            เรือแฉลบสะบัดข้างแล้วพุ่งผ่านแก่งไปได้อย่างน่าหวาดเสียว ท่านนาวินที่เกร็งแขนจับกราบเรือแน่นบอกว่า เมื่อวานเพิ่งล่มตรงนี้ไป ลำหนึ่ง ยังดีที่ไม่มีใครตาย พ้นแก่งไปสายน้ำค่อยลดความรุนแรงลง สองฝั่งล้วนแล้วแต่แพซุงทั้งนั้น นกอีโก้งสองตัวทำรังอยู่บนยอดไม้ ทั้งที่ปกติมันจะทำรังตามกอสวะที่ลอยบนน้ำ แต่ที่นี่หากน้ำหลาก ระดับ รังของมันจะพ้นน้ำพอดี...
            เรือแสวงบุญปักธงฉัพพรรณรังสีวิ่งทวนน้ำมา คงจะไปถึงด่าน เจดีย์สามองค์หรืออาจจะข้ามฝั่งไทยไปกราบหลวงพ่ออุตตะมะ เรือกระแชงลำใหญ่สานแผงไม้ไผ่ทำเป็นประทุนอย่างปราณีต ภายในแผง ประทุนกรุด้วยใบตองตึงถี่ยิบ กันแดดกันฝนได้อย่างวิเศษ หนุ่มแน่นนาย หนึ่งแบกปืนแก๊ป ด้อมล่าสัตว์อยู่แถวชายป่าริมตลิ่ง...
            ช้างสองเชือกงัดไม้ซุงกลิ้งลงน้ำดังตูมสนั่น ชายตลิ่งช่วงนี้สูงชัน มีแต่เถาวัลย์ห้อยระย้า เด็กเล็กบนแพกระโดดน้ำแข่งกันด้วยลีลาที่คิดว่า ดีที่สุดของเขา อาตมาสำรวจใจของตนเอง เห็นนิ่งสงบเย็นเป็นปกติ มาพม่าทีไรสภาพใจจะทรงอารมณ์อัตโนมัติ ไม่ต้องภาวนาก็สงบเย็น ไปเอง ยังไม่แน่ใจว่าถ้าเคยชินแล้วมันจะฟุ้งซ่านใหม่หรือไม่..?


ชาวบ้านพาเด็กลงอาบน้ำในยามเย็น


            ตะวันลับทิวไม้ไปแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง นกขุนแผนสี่ห้าตัว กำลังบินกลับรัง นายท้ายของเราเร่งเครื่องทำเวลาเป็นการใหญ่ สายน้ำ ถูกแหวกเป็นปีกกระเซ็นซ่าน ชาวบ้านเริ่มลงเบ็ดราวกันหลายราย คงจะ มากู้เบ็ดตอนกลางคืน สาวๆ ลงมาอาบน้ำตามชายตลิ่ง รายหนึ่งนุ่งผ้าถุง ลายเสือกระโจมอก เห็นแล้วนึกถึงแม่เสือสาวแห่งป่ากิเลสขึ้นมาโดยพลัน...
            เรือเทียบเข้าหมู่แพทางซ้ายมือ คิดว่าจะพักกันที่นี่ กลับเป็นว่า อ่องโมมาเก็บเงินค่าสินค้าที่ขนมาให้คราวก่อน แถมยังฝากเจ้าของแพเล่น หวยอีกด้วย พอเรือออกตัวท่านนาวินบ่นเสียดาย บอกว่าแพนี้กว้างขวาง สะอาดสะอ้าน น้ำท่าตรงนี้ก็ใสดี น่าจะพักกันแต่เนิ่นๆ แต่ว่าการมาบ่นตอนนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะนายท้ายจอมดีเดือดพาเรือวิ่งน้ำบานไป ด้วยความเร็วสูง...


นั่งเรือตั้งแต่เช้าจรดค่ำ


            สองฝั่งเป็นดงหวายรกทึบ ชูยอดสลอนเห็นแล้วน่าเก็บมาผัด หรือต้มจิ้มน้ำพริก เหยี่ยวนกเขาเลี้ยงตัวอยู่กลางอากาศ เตรียมพุ่งลง จับเหยื่อมื้อค่ำ เถาฟักข้าวทอดตัวระโยงระยางอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ลูกสีแดง ที่มีหนามคล้ายทุเรียนขนาดเล็กแฝงใบให้เห็นแค่ซีกเดียว นกยางเปีย คู่หนึ่งเกาะอยู่ชิดชายน้ำ อ่องโมเบียดเรือเข้าไปแกล้งตะเพิดไล่ มันทำท่า ผวาแล้วเกาะอยู่ที่เดิม จ้างก็ไม่หนี ฮิ...ฮิ..!
            เรือลาดตระเวนของทหารแล่นสวนมา ทหารเพียบทั้งลำ คงจะไป พักกันที่ด่านซึ่งเราผ่านมา หมอกบางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ พอเรือพ้น คุ้งน้ำ ป่าหมากป่ามะพร้าวก็โผล่ให้เห็น ท่านนาวินบอกว่าตรงนี้คือบ้าน ดงใหญ่ ทำไร่อ้อยกันเป็นอาชีพ ปีที่แล้วบ้านนี้บ้านเดียวทำน้ำตาลอ้อยได้ เกือบ ๑,๐๐๐ ชั่ง (ชั่งละ ๓ ปอนด์) ใส่ทองอร่ามกันไปทั้งหมู่บ้านเลย...
            เรือสะดุดดับลงอีกครั้ง คราวนี้เกิดจากน้ำมันหมด แค่เอาแกลลอน สำรองมาวางเสียบสายน้ำมันลงไปก็เรียบร้อย เล่นกันง่ายๆ แบบนี้ ถ้าเจอ ขี้บุหรี่เข้าวันไหน เป็นได้เล่นบทหนุมานเผาลงกากันบ้าง พระที่มาด้วยขอ ลงไปปัสสาวะบนสันทรายกลางน้ำ อาตมาฉวยโอกาสตามลงไปบ้าง จงฉี่ ซะเมื่อท่านมีโอกาส แถมบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ จนกระดูกลั่นกรอบแกรบ ไปทั้งตัว
            ผ่านฝูงแพะที่ลงมากินน้ำก่อนกลับคอก แมลงชีปะขาวตกเกลื่อน ลำน้ำช่วงนี้ ปลาคงกินกันเบื่อแล้วเบื่ออีก น่าแปลกที่หมู่บ้านนี้ก็เรียกชื่อว่า บ้านชุยปูฮัด (แมลงสาบทอง) ซึ่งหมายถึงชีปะขาวนี่เอง อ่องโมวาดเรือ เข้าเทียบแพ บอกกับทุกคนว่าพักกันที่นี่แหละ มีเรือมาพักอยู่ก่อนแล้ว สามลำ คนแน่นไปหมด เจ้าของแพกำลังตักอาหารแจกมือเป็นระวิง คน มากแบบนี้คงกำไรหลายตังค์...
            เพิ่งรู้ว่านายท้ายของเราพาเมียมาด้วย ก็คือสาวที่นั่งเป็น แม่ย่านางที่หัวเรือนั่นแหละ แต่ตอนนี้แม่ย่านางหน้าหงิกเป็นม้าหมากรุก เพราะเจ้าผัวตัวดีพาอดมาสองมื้อแล้ว เลี้ยงเมียแบบนี้ประหยัดดีเหมือนกัน เล่นมื้อเดียวตอนเย็นเป็นอันจบ แต่คนอดมาทั้งวันนี่มันกินน่าดูชมเชียวละ อาตมากับท่านนาวินแบกย่ามเดินแยกจากแพที่พลุกพล่าน ไปยังแพ ที่พังไปเกือบครึ่งแทบไม่มีหลังคา มันว่างดีไม่มีใครมาแย่ง...
            เดินแบบระมัดระวังสุดขีด แพที่เขาทิ้งแล้วแบบนี้มันผุไปซะทุกจุด ผิดที่ผิดทางนิดเดียวเป็นหักกร๊อบทันที เลือกจนได้ที่เหมาะกับตนเอง งัดเอาผ้าพลาสติคมาปูเป็นที่นอน ท่านนาวินแบกกลดมาด้วยจัดการแขวน กับขื่อ แล้วปล้ำกับมุ้งกลดที่ใส่ยากอยู่สักหน่อย เพราะลมแม่น้ำที่แรงเอาเรื่อง คอยตีจนเกือบจะใส่มุ้งกลดไม่สำเร็จ อาตมาที่ถนัดในการคลุมโปง ไม่ต้องเดือดร้อนไปกับท่านด้วย...
            จัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวซะหน่อย จะหมกไม่แตะน้ำเลยก็เกรงใจ ตัวเอง เรายังทนเหม็นตัวเองไม่ไหว ขืนไปนั่งรวมกับเขาอาจจะถูกถีบลงน้ำ ไม่รู้ตัว จากนั้นเอาไฟฉายมาวางพร้อมไว้ข้างตัว สวดมนต์แผ่เมตตาแก่ สรรพสัตว์ แล้วเอาจีวรตีโปงหนียุงที่เริ่มมากขึ้น ส่งใจไปกราบพระบน นิพพาน ภาวนาไม่กี่ทีก็หลับไปในเวลาอันรวดเร็ว...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏