|
อาตมาอยากหลับบ้าง แต่จะหลับตาลงไปได้อย่างไร..? ในเมื่อ ยอดโชเฟอร์ของเราหมากหมด ทำท่าจะวูบตามไปด้วย บิดแล้วบิดอีก โยกแล้วโยกอีก ก็ยังไม่ดีขึ้น จะรอดมั้ยครับหลวงปู่...? รอดซิ... ถามได้... ถึงหลวงปู่จะยืนยันอย่างไร อาตมาก็หายอมประมาทไม่ ส่งใจไป เกาะพระนิพพานปลอดภัยเอาไว้ก่อนดีกว่า..!
พ้นเมืองโอกะไปโซยุนท์ก็ยอมแพ้ จอดรถปูเสื่อพักกันอย่างเป็น ทางการเลย ทั้งพระทั้งโยมลงไปหาที่ถ่ายทุกข์และเปลี่ยนอิริยาบถกันตาม อัธยาศัย นี่ถ้าหายาบ้าง่ายๆ แบบเมืองไทย รับรองว่าอาจารย์จิตของเรา โดนวางยาชนิดหลับไม่ลง ๓ วัน ๓ คืนแน่ๆ พักกันจนพอเพียงแล้วไปต่อ อากาศร้อนเต้นเป็นสายระยิบระยับไปหมด
ผ่านเมืองตงเส่ เมืองซายาวดี ตรงนี้มีโรงงานกระเบื้องเคลือบ ผลิตพวกจานชามเซรามิค เอาอีกแล้ว เอาแป๊บน้ำมาทำเสาไฟฟ้าอีกแล้ว พ้นเมืองแล็บบาดาเข้าสู่เมืองมินละ ด่านบุญยังมากมายตลอดทาง น่าชม กำลังใจของพวกเขา แดดเปรี้ยงๆ หัวจะแตกแท้ๆ เขายืนเรี่ยไรกันชนิด ไม่สะทกสะท้าน..!
เมืองจู้เปี่ยงเก้า จำง่ายๆ ว่าถ้าเป็นภาษาจีนเขาหมายถึง เจ้า นายกลายเป็นหมา เมืองซีโกก็เมืองแตงโม โรงเรียนกำลังเลิกจักร ยาน เต็มแน่นไปทั้งถนน ตั้งแต่มาพม่าเจอจักรยานเป็นแสนคันแล้วมั้ง ? เกวียนเทียมวัวหลายหมื่นเล่ม เกวียนเทียมควายสามเล่ม รถม้าหลาย พันคัน และเจอรถเบ๊นซ์เก่าๆ คันเดียวในเมืองย่างกุ้ง..!
พักฉันน้ำที่เมืองนัตตะลีน นั่งรถจนตูดระบม ขนาดมาหลวมๆ ยังแย่อย่างนี้ ถ้ายัดกันมาเต็มที่แบบคันอื่นที่เห็นมันจะขนาดไหนหนอ ? ได้น้ำได้ท่าเข้าอาจารย์จิตแกชักตาสว่าง ทำท่าจะเหยียบชดเชยให้ พอดีเข้าเมืองเปาเต่ นักเรียนมากจนต้องค่อยๆ คลานตามแถวเด็ก ไป แทนที่จะเร็วขึ้นดันกลายเป็นช้าลง...
เมืองนี้มีคุกอยู่ริมถนน มีตลาดนัดวัวควายด้วย แต่ไม่เห็นมีใคร เอาวัวควายมาขายเลย ชาวบ้านต้องอาศัยวัวควายในการดำรงชีพ ถ้าไม่ จำเป็นสุดขีดคงไม่มีใครยอมขายเพื่อนผู้มีคุณอย่างแน่นอน เห็นมี แต่เลี้ยงกันจนอ้วนกลมไปซะทุกตัว มีหลายต่อหลายตัวที่หุ่นงามชนิด เป็นพระโคแรกนาขวัญบ้านเราได้อย่างสบายเลย...
สองข้างถนนในเมืองแตกง(เนินหิน) มีต้นจามจุรีใหญ่ ร่มรื่นน่าดูมาก แถมมีต้นตาลสูงลิบลิ่วขึ้นเรียงรายอีกด้วย สิ่งที่เหมือนกับ ทุกเมืองคือมีหม้อน้ำดื่มตั้งไว้หน้าบ้าน ใครผ่านไปผ่านมา จะได้อาศัยดื่มกิน คลายร้อนคลายเหนื่อย บ่อน้ำก็เช่นกัน ทุกบ่อจะขุดไว้นอกรั้วบ้าน เพื่อให้ ้ผู้ที่ไม่มีบ่อน้ำมาอาศัยตักไปใช้ได้เลย...
ชุยตอง (เขาทอง) เป็นเมืองทองสมชื่อ ดูไกลๆ เห็นเขาตั้งแท่น ขุดเจาะน้ำมันระเกะระกะไปหมด เหมือนกับบ้านเราขุดบ่อน้ำบาดาล ดูดเอาน้ำมันอัดลงท่อส่งไปกลั่นที่เมืองมินบูโน่น น้ำมันบ้านเขา ถึงได้ถูกกว่าบ้านเรามากมาย มีโรงทอผ้าขนาดใหญ่กับโกดังเก็บ ข้าวเปลือกขนาดมโหฬาร คงจะรวบรวมข้าวเพื่อส่งออกนอกเป็นแน่
ถึงแล้วเมืองแปร ๑๗๕ ไมล์จากเมืองย่างกุ้ง นั่งรถตั้งห้าชั่วโมง ครึ่ง ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี มีสะพานใหม่เอี่ยมทอดข้ามไปเมือง ปานเตาที่อยู่คนละฝั่งกัน กลางเมืองมีอนุสาวรีย์นายพลอ่องซาน วีรบุรุษ ของพม่าตั้งตระหง่านอยู่ ยอดโชเฟอร์พารถเลี้ยวขวามายังวัดพะยาจี(หลวงพ่อโต) โอ้โฮ
นั่นมันสะพานโกลเด้นเกสท์ของอเมริกา หรือไร..!?
 ลิฟท์คู่ขึ้นพระเจดีย์ พระเจดีย์สแวซานดอพะยาจี
สูงลิบลิ่วขึ้นไป ๑๔๔ ฟุต คือลิฟท์คู่สำหรับขึ้นไปไหว้พระมหา เจดีย์สแวซานดอพะยาจี พระเจดีย์ประจำเมืองแปร เขาเก็บค่าลิฟท์ คนละ ๒ จั๊ต ดูแล้วไม่น่าคุ้มกับการลงทุนสร้างลิฟท์มหึมาอย่างนี้ แต่ดูจาก คนที่แออัดยัดเยียดกันมามืดฟ้ามัวดิน ต้องต่อคิวขึ้นลิฟท์กันยาวเป็นกิโล แล้ว มันก็น่าจะคุ้มกันอยู่ เหตุที่คนมากันขนาดนี้ เพราะพระมหาเจดีย์นี้ บรรจุพระทันตธาตุที่ได้มาจากลังกาตั้งแต่ปี จ.ศ.๑๒๖๑
กราบถวายบูชาแล้วออกเดินชมความงามของพระมหาเจดีย์ มีช่อดอกไม้ทองขนาดใหญ่กว่าตัวคนตั้งบูชาอยู่โดยรอบ ช่วงบนช่อดอกไม้เป็นซุ้มบรรจุพระพุทธรูปขนาดหน้าตักประมาณ ๓๐ นิ้วเป็น ร้อยๆ องค์ เดินเล็งกันจนตาเหล่กว่าจะพบองค์ที่ท่านนาวินบอกว่าต่างจาก องค์อื่น คือ พระหัตถ์ที่พาดบนพระชานุเป็นข้างซ้าย ไม่เหมือนองค์อื่นที่เป็น พระหัตถ์ขวา
พระพุทธรูปหินอ่อนที่ข้างโถบรรจุพระทันตธาตุเก่าช่างงดงาม เหลือเกิน เขาแกะสลักได้ละเอียดยิบแทบเห็นขนตาเลยล่ะ..! อยู่ใน ตู้กระจกที่คนสรงน้ำหอมจนแทบมองไม่เห็นองค์พระอยู่แล้ว เลยช่วยกัน ขัดถูด้วยชายจีวรจนกระจกใสเอี่ยมอ่อง แล้วบรรจงถ่ายรูปอย่างสุดฝีมือ ด้วยความภาคภูมิใจ (ล้างออกมาแล้วเบลอ เพราะแฟล็ชสะท้อนกระจก ซะนี่..!)
ลงมากราบหลวงพ่อเส่ทัดจีที่ข้างเจดีย์ ความสูง ๗๓ ศอก ๗ นิ้ว เกิดจากบารมีของอูเตชะวันตะ สร้างเมื่อปี จ.ศ. ๑๒๘๑ ยิ่งค่ำคนยิ่ง หลั่งไหลกันมาจนแทบไม่มีที่ให้เดินอยู่แล้ว เสียงสวดมนต์ดังกระหึ่ม น่าขนลุก อาตมาซื้อภาพพระทันตธาตุราคา ๓๐ จั๊ต แล้วออกมาหาที่พัก สำหรับคืนนี้
ที่พักเป็นโรงแรมโทรมๆ อยู่ติดกับประตูวัด เขาทำไว้สำหรับ ผู้แสวงบุญโดยเฉพาะ ค่าห้อง ๒๐๐ จั๊ต มีเสื่อเก่าๆ ให้คนละผืนเท่านั้น แถมยุงให้เพียบเลย..! ห้องอาบน้ำอยู่หน้าโรงแรมคนละฝั่งถนนกัน อาบน้ำ ๖ จั๊ต เข้าส้วม ๓ จั๊ต อย่าดูถูกโรงแรมห่วยแตกนี่เป็นอันขาด พวกเราได้ ที่พักถือว่าบุญโขแล้ว คนมาทีหลังนอนตากยุงหน้าวัดกันเป็นร้อยๆ เลย..!
อาตมาลืมสบู่ไว้ที่วัดไจ๊ดงเมืองย่างกุ้ง ต้องมาหาซื้อใหม่ที่นี่ ถามหาสบู่เด็ก เขาไม่มีให้ จำใจต้องใช้ ลาเวีย ก้อนละ ๙๐ จั๊ตของเขามีหวังหน้าพังแน่ๆ คราวนี้ เพราะอาตมาใช้ได้แต่สบู่เด็กเท่านั้น ใช้ผิดยี่ห้อ ทีไรได้เรื่องทุกที คนหน้าด้านแต่หนังบางแบบนี้ก็มีด้วย ฉวยโอกาสหอบผ้า ไปซักให้คุ้มกับที่จ่ายเงิน
ฮิ
ฮิ
กลับจากสรงน้ำ ซักผ้า คว้าน้ำดื่มติดมือมาอีก ๒ ขวด จ่ายไป ๘๐ จั๊ต โซยุนท์พาวินจีไปบ้านญาติ คงคิดประหยัดค่าอาหารเย็น ทั้งที่ อาตมาจ่ายให้ไปแล้ว ๒๐๐ จั๊ต มาปรึกษากับท่านนาวินเรื่องเส้นทาง เพราะ เงินน้อยเวลาของเราพลอยน้อยไปด้วย อย่างไรเสียพรุ่งนี้ขอให้โซยุนท์ลุย ถึงปะกาน (พุกาม) ทีเดียวเลยจะดีกว่า
นั่งเขียนบันทึกนี้อยู่ท่านนาวินมาตามให้ไปด้วยกัน บอกว่าเจอของ ที่อาตมาถามหาแล้ว คือก่อนที่จะมาพม่า นายห้างอำนาจ กุลาตี เจ้าของ ร้านใจดีที่สุไหงโกลก ฝากให้ช่วยหาพระพุทธรูปหยกปางเปิดโลก ขนาด สูง ๑๙ นิ้ว ให้ ๑ องค์ จะเอาไปเข้าห้องพระที่ร้านซึ่งลงทุนสร้างไปเป็นล้าน อาตมาดูที่มะละแหม่ง พะโค ย่างกุ้ง แล้ว ไม่มีแบบที่ต้องการ
ร้านจำหน่ายพระพุทธรูปอยู่บันไดทางขึ้นเจดีย์ มีองค์เดียวเก่า มากแล้ว ซ้ำยังสูงแค่ ๑๕ นิ้วเท่านั้น จะไม่เอาก็ไม่แน่ใจว่าที่อื่นจะมีหรือไม่ เพราะเท่าที่เห็นมามักจะแกะขึ้นจากไม้ทั้งนั้น ต่อราคาจนเหลือแค่ ๓,๐๐๐ จั๊ต แม่ค้าปิดทองจีวรพระพุทธรูปให้ด้วย เสร็จแล้ว จะรีบเอาไปส่งให้ เพราะเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้ามืด
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
เมื่อคืนแม่ค้ามาเรียกตอนสามทุ่มครึ่ง เอาพระพุทธรูปหยก มาส่งและรับเงินไป พอกำลังเคลิ้มๆ ห้าทุ่มเศษท่านกุสะละพระพม่าลุกไป ห้องน้ำ ปิดประตูดังสนั่น..! ตีสองลุกขึ้นอีกแถมเปิดไฟด้วย อาตมาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี พรรษาท่านไล่เลี่ยกัน น้อยกว่าอาตมาพรรษาเดียวเองมั้ง ? นับเป็นพระเถระแล้วเลยไม่เกรงใจใคร จะว่าไปแล้วท่านก็ทำไม่ถูก อยู่ด้วยกันต้องเกรงใจกันบ้าง นี่ทำตามใจตัวเองท่าเดียว
ไหนๆ ลุกแล้วจึงสรงน้ำเตรียมตัวเดินทางซะเลย พอดีมีคณะ แสวงบุญเพิ่งมาถึง ไม่มีที่พัก ได้เข้าพักแทนพวกเราสบายไป ถ้าไม่ค้าง หลายคืนก็ไม่ต้องจ่ายเงิน โซยุนท์พาปู่เขียวไปดวดน้ำมันเถื่อนเสีย ๕ แกลลอน เนื่องจากปั๊มยังไม่เปิดเลยต้องเล่นกับของแพง หมดไป ๑,๑๕๐ จั๊ต แล้ววิ่งสั่นงั่กๆ ไปในความมืด
พม่าแบ่งการปกครองออกเป็นแค่ ๗ รัฐ ๗ มณฑล แต่ละรัฐ ใหญ่โตแค่ไหนดูเอาจากที่เมื่อวานวิ่งมาก็พอคาดเดาได้ วันนี้เราต้องวิ่งผ่าน มณฑลมะกูยไปยังเมืองพุกามตูดยังไม่ทันหายระบมต้องมานั่งยาว อีกแล้ว ถนนเล็กจนแทบหลีกกันไม่ได้ รถสวนกันแต่ละที ต้องหลบลง ข้างทางคนละครึ่งถึงจะไปได้ ถนนถูกสิบล้อที่มีแค่แปดล้อของเขาขย่มซะ เป็นปลักควายไปหมด แต่สิงห์รถบรรทุกของเขามารยาทดี เปิดทางให้ ทันทีที่เห็นรถเล็กตามมา
อาจจะเป็นเพราะเขาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันแบบนี้เอง มาพม่าเกือบ สองอาทิตย์ยังไม่เห็นรถชนกันเลย แม้แต่หมาตายซักตัวแบบบ้านเราก็ไม่มี พลิกเหลี่ยมพลิกมุมจนก้นระบมกันทั่วถึงดีก็ฟ้าสว่าง ได้ระยะทาง ๑๐๕ ไมล์จากเมืองปีเมี้ยว นับว่าทำเวลาได้ดีมากๆ แวะฉันเช้ากันที่ร้านอาหาร คริสเตียน ภาษาอังกฤษของเขาดีมาก ทำข้าวผัดไข่ดาวมาให้ ตามด้วย กาแฟกับปลาไหล เอ๊ย..ปาท่องโก๋ตัวยาวเป็นศอกตามแบบฉบับของเขา...
ท่านนาวินไปซื้อหมากฝรั่งเอาไว้เคี้ยวแก้ง่วง มีแต่ตรานกแก้วของไทยทั้งนั้น ถามทางไปพุกามว่าอีกไกลมั้ย ? คนขายหน้าเหมือนหมวย ตอบยิ้มๆ ว่า ประมาณเที่ยงคงถึง
โอ๊ย..! ได้ยินแล้วสงสารก้นตัวเอง เป็นบ้า อยากรำพึงแบบบุเรงนองจังเลยว่า ข้ามาทำศึกลำเข็ญ เหนื่อย แสนยากเย็นไม่เว้นว่างเปล่า
เฮ้อ.. กรรมของตูแท้ๆ..!
สองชั่วโมงจากเมืองต่องวินจีที่พวกเราหยุดฉันเช้า ก็มาถึง มณฑลมะกูยที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดีเช่นกัน อาจารย์จิตพาเลี้ยวขวาหน้า มหาวิทยาลัยที่ถูกปิดตายเข้าไปในวัดให้ได้กราบ พระเจดีย์เมียะตะลูน (มรกตบรรจถรณ์) ซึ่งบรรจุเตียงมรกตที่พระวิษณุกรรมเนรมิตให้เป็น ที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จมากับ ขบวนแห่ที่ไปรับพระองค์ให้มาโปรดชาวพม่า เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป แล้ว เขาจึงสร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อบรรจุเตียงนี้ไว้ให้ประชาชนได้เคารพบูชา สืบกันมาจนถึงทุกวันนี้
 พระทันตธาตุจากศรีลังกา พระเจดีย์เมียะตะลูน เมืองมะกูย
องค์พระเจดีย์เมียะตะลูนงามเหลือเกิน ทองที่หุ้มพระเจดีย์ทั้งองค์ คล้ายกับเปล่งรัศมีออกมาได้เอง อร่ามตามลังมเลืองผ่องใสอย่างประหลาด รูปทรงเจดีย์งดงามลงตัวผิดกับที่อื่นเขา จากองค์พระเจดีย์มองลงไป เห็นทิวทัศน์แม่น้ำอิระวดีสายเลือดใหญ่ของประเทศพม่า ทอดโค้งอย่าง อ่อนช้อยหายลับไปในม่านหมอก หาดทรายที่ขาวสะอาดตาสวยกว่า ชายทะเลชื่อดังหลายๆ แห่งของโลกด้วยซ้ำไป ท่านนาวินไปซื้อหนังสือ ประวัติการสร้างพระเจดีย์ เลยได้ของดีมาเป็นพุทราลูกเล็กๆ รสชาติหวาน กรอบถุงละแค่ ๑๐ จั๊ตเท่านั้น
มาพม่าหลายวันอาตมาแทบจะเป็นโรคขาดวิตามินไปแล้ว เนื่องจากฉันผลไม้เป็นหลักมาตลอด เมืองพม่าหาผลไม้ยากชะมัด มาเจอ แบบนี้เข้าอาตมาเลยเหมามาทีเดียว ๓ ถุง แบ่งให้ข้างหลัง ๑ ถุง คืนท่าน นาวิน (เพราะอาตมาฉันมากกว่าเจ้าของ) ๑ ถุง ที่เหลือจัดการโซ้ยซะให้ สมกับที่อดมานาน แต่อะไรๆ ที่เกี่ยวกับอาหารเหมือนกันอยู่อย่าง คือจะ อร่อยแค่คำแรกๆ เท่านั้น พอนานไปเริ่มหมดรสชาติ ส่งที่เหลือเกือบครึ่งถุง ให้โซยุนท์ แกวางไว้ตรงหน้าพวงมาลัย สนใจแต่หมากที่ตัวเองซื้อมา มากกว่า ตูละหน่าย
มาเข้าคิวเติมน้ำมันที่ปั๊ม เขาปันส่วนมาให้แค่ ๓ แกลลอน ต้อง อาศัยบริการปั๊มเถื่อนตามเคย ห่างมาไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มันเปิดขายกัน แบบเย้ยฟ้าท้าดินกันเลยนะไอ้เวลล์..! ไอ้พวกนี้แหละที่ทำให้น้ำมัน ขาดจากปั๊ม รถเข้ากี่คันมันลงปันส่วน ๑๐ แกลลอนรวด ลงบัญชี ๑,๘๐๐ จั๊ต เอา ๗ แกลลอนที่เหลือมาปล่อยให้ปั๊มเถื่อนที่ฟาดอาตมาแกลลอนละ ๒๗๐ จั๊ต แล้วเอาเงินไปแบ่งกัน ขอให้จำเริญๆ เถอะนะพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย ขุดน้ำมันได้เองชาวบ้านยังต้องใช้น้ำมันแพงขนาดนี้ คล้ายๆ กับ ประเทศอะไรที่ใกล้ๆ บ้านคุณเลยว่ะ..!
จ่ายไป ๓,๑๙๐ จั๊ตกระเป๋าเบาไปเลย ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไป โซยุนท์ควบปู่เขียวไปด้วยความเร็วค่อนข้างมากสำหรับรถเก่าอย่างนั้น การนั่งรถเก่ามันดีตรงที่มีเสียงลั่นเอี๊ยดๆ เป็นเพื่อนแก้เหงา หรือไม่ก็ ช่วยกล่อมให้หลับไปเลย ถึงสี่แยกมีป้ายบอกทางยุ่งไปหมด ยอดโชเฟอร์ เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาคือภูเขาหินทราย มองไปทางไหนเหลือง ไปหมด หาต้นไม้สีเขียวๆ ทำยายากเต็มที ตรงช่วงต่ำตกท้องช้างเป็น แม่น้ำทรายขนาดมหึมา ถ้าน้ำหลากมาเมื่อไรมันจะกลายเป็นแม่น้ำ สายนรกไปทันที มีคนช่วยขุดทรายออกจากพื้นถนน เป็นการสมัครใจทำ กันเอง แล้วแต่ผู้ใช้ถนนจะเมตตาให้เงินหรือไม่
 ยีนาชอง (คลองน้ำมัน) ทะเลทรายของพม่า
แม่น้ำทรายนี้ชื่อยีนาชอง (คลองน้ำมัน) พอข้ามแม่น้ำทรายไป แผ่นดินหลายล้านไร่ล้วนเป็นสีทรายแห้ง มีต้นไม้หนามบางชนิดขึ้น เขียวประปราย เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าพม่ามีทะเลทรายกับเขาเหมือนกัน มองไปไกลลิบๆ เห็นโครงเหล็กบางอย่างระเกะระกะไปหมด พอเข้าไป ใกล้จึงเห็นว่าเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมันทั้งนั้น..!
ซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่แท่นเจาะน้ำมันเต็มไปหมด ถี่ยิบชนิด แทบเจาะซ้ำหลุมเดียวกันเลย เขาใช้ระบบปั๊มโยกแบบง่ายๆ ดูดน้ำมัน ขึ้นมาสู่ท่อเมนที่ส่งไปยังเมืองมินบู เห็นมีถังพักน้ำมันขนาดใหญ่โต มโหฬารอยู่เหมือนกัน ไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันดิบ หรือว่าเป็นน้ำมันที่ได้ผ่าน การกลั่นมาแล้ว ไอแดดเต้นเป็นตัวฝ้าฟางไปทั่ว
สองข้างทางเขาพยายามพัฒนาด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสบ้าง ต้นทานตะวันบ้าง แต่รู้สึกว่าจะไม่ได้ผล เพราะมันแคระแกร็นนิดเดียว มาถึงตลาดยีนาชอง คณะทรหดทัวร์ของเราหยุดพักฉันเพล ร้านอาหาร แถวนี้เหมือนกับโอเอซิสกลางทะเลทราย พอเห็นคนมารีบแย่งกัน ต้อนลูกค้าเข้าร้าน พอดีมีสองแถวตามมาอีกคันหนึ่งผู้คนเลยพลุกพล่าน อยู่สักหน่อย
แตงกวาทะเลทรายมันขาดน้ำจนเนื้อเหนียวเป็นหนังสติ๊ก แต่ นกกระจาบทอดกรอบเยี่ยมสุดๆ ลงมาปุ๊บหมดจานปั๊บ เขาต้องรีบเอามา เติมให้ จ่ายค่าอาหารแล้วฉวยโอกาสเติมน้ำจากหม้อดินใส่ขวดไปด้วย ไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำขวดที่แสนจะแพง อะไรที่ขาดแคลนมีคนต้องการมาก มักจะแพงเป็นธรรมดา
ทีแรกเห็นเป็นทะเลทรายยังคิดว่ามันจะมีคนอยู่หรือ ? เอาเข้าจริงๆแล้ว เมืองยีนาชองมันใหญ่กว่าจังหวัดของไทยซะอีก นอกเมืองมีแต่แท่น เจาะน้ำมันทั้งนั้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ดูจะพร้อมมูลแม้กระทั่ง ระบบไฟฟ้า คงเป็นเพราะบารมีของการเป็นเมืองน้ำมัน เมืองเงินเมืองทอง นี่เอง
เข้าเขตเมืองเป่าเมี้ยว มีดงตาลแน่นขนัด ทั้งที่พื้นเป็นทรายล้วนๆ แต่ต้นตาลกลับงามสะพรั่ง แบบนี้รัฐบาลไม่ต้องไปส่งเสริมการปลูกพืช อะไรแล้ว เอาแค่ต้นตาลอย่างเดียวก็เกินพอ ชาวบ้านเขาทำน้ำตาลกัน เหมือนทางบ้านเรา แต่เขารองน้ำตาลด้วยหม้อดินเผา ไม่ใช้กระบอกไม้ไผ่ เพราะไม่มีต้นไผ่แม้แต่ต้นเดียว
 ชาวบ้านเก็บฟืนไปต้มน้ำตาล ที่เมืองเป่าเมี้ยว
ผู้หญิงชาวบ้านหาบฟืนมาต้มน้ำตาล วินจีลองขอยกดูมัดเดียว แล้วตีหน้าพิกล ส่ายหน้าแบมือว่าไม่ไหว เล่นเอาพรรคพวกโห่กันเกรียว สาวๆ เขาแบกกันคนละสองมัด แต่ละมัดโตเป็นโอบสูงท่วมหัว เขาเก็บ เอาจากแขนงของต้นไม้หนามที่ขึ้นอยู่ในทะเลทรายนี่แหละ เก็บได้เฉพาะ กิ่งแห้ง ห้ามตัดกิ่งสดหรือต้นเป็นอันขาด..!
หยุดพักฉันน้ำที่เมืองควุยปิ่น เขาเอาน้ำตาลปึกมาถวายให้ฉัน กับน้ำชาด้วย ไม่คิดเงินเพิ่มแต่ประการใด ร้านนี้เอาใบตาลอ่อนมาสานเป็น กระเป๋าบ้าง ของเล่นบ้าง เพื่อขายให้แก่บรรดานักท่องเที่ยว ผูกห้อยระโยง ระยางไว้ที่หน้าร้าน มีของพิเศษอย่างหนึ่ง คือ ข้าวตอกคลุกน้ำตาลปึก ปั้นตากแห้งเป็นคำๆ หน้าตาน่ากินดีจัง
พักกันแล้วพักกันอีก ทั้งหยุดปัสสาวะ หยุดถ่ายรูป หยุดนั่งพัก หยุดฉันน้ำ ในที่สุดคณะทัวร์ตูดระบมก็มาจนถึงพุกาม ตลอดทางมาและ ในเมืองพุกามนี่ก็เป็นทะเลทรายไปซะทั้งนั้น จากเมืองปีเมี้ยวมาถึงพุกาม ใช้เวลาประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ยายหมวยบอกว่าประมาณเที่ยงคงถึง นี่เรา มาเอาซะเกือบสี่โมงเย็น..!
ผ่านฟรีมาทุกด่าน มาเสียเงินค่าผ่านทางตรงประตูเมืองพุกาม นี่เอง เขาทำเป็นซุ้มประตูเมืองขนาดใหญ่ประกาศเขตให้รู้กันชัดๆ จ่าย ค่านักเลงไป ๓๕ จั๊ต ส่วนที่อาตมาให้แก่คนขุดทรายออกจากถนนทั้งสี่ช่วง ที่ผ่านมานั่น เป็นการให้เขาด้วยความเต็มใจ ไม่นับว่าเป็นการเสียเงิน เป็นการทำบุญมากกว่า
พวกเรามาทางนยองอูก่อน เมืองพุกามใหญ่มากจนมีเมืองซ้อน เมืองอยู่ ถ้าเป็นของเราคงเหมือนเชียงใหม่กับลำพูนที่แฝดติดกัน นยองอูเป็นเขตเมืองเก่า มีเจดีย์เก่าต้อนรับทันที ที่เริ่มเข้าเมืองเลยทีเดียว โซยุนท์พาไปยังวัดใหญ่โตมโหฬาร แค่ทางเข้าวัดที่มักทำเป็นหลังคา คลุมทางเดินนั้น วัดนี้เขาสร้างเป็นตึกถาวรยาวเหยียดเป็นกิโลเลย..!
 พระมหาเจดีย์ชุยซีคง (สุวรรณประดิษฐ์) เมืองนยองอู พุกาม
พระมหาเจดีย์ชุยซีคงตระหง่านค้ำฟ้า คนไทยเรียกตามถนัดลิ้น ว่าชเวซีกอง ซุ้มศาลาหน้าเจดีย์ทั้งสี่ทิศเป็นไม้แกะสลัก ลวดลายงดงาม เป็นที่สุด น่าเสียดายที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเหลือเกิน (กว่าพันปี) ลวดลายเริ่มลบเลือนไปด้วยความเก่าแก่ พระมหาเจดีย์ชุยซีคง (สุวรรณ ประดิษฐ์) นี้ เป็นคู่แข่งบารมีของพระมหาเจดีย์ชุยดากง (ชเวดากอง) ขนาดชื่อยังตั้งซะเกือบจะเหมือนกันเลย ที่นี่มีดีอะไรจึงเป็นคู่แข่งของพระมหาเจดีย์ชเวดากองได้
๑. พระมหาเจดีย์นี้ไม่มีเงา (แบบเดียวกับพระปฐมเจดีย์)
๒. พุทธบริษัทเข้ามามากเท่าไรก็ไม่เต็มพื้นที่ (แบบวัดจอมคีรี นาคพรต)
๓. ฝนตกมากเท่าไรน้ำก็ไม่เคยท่วมขัง
๔. เสียงระฆังจากมุมหนึ่งได้ยินไม่ถึงอีกมุมหนึ่ง
๕. ต้นพิกุลที่นี่ออกดอกทั้งปี
เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้ามากเกินไปมันจะเฟ้อซะเปล่าๆ ยายหนู ตัวจ้อยมาเสนอขายหนังสือพระพุทธเจ้าสอนอะไร ? อาตมาบอกว่าเรื่องนี้ รู้แล้วและยังทำไม่ได้อย่างที่ท่านสอนด้วย ต้องการหนังสือโกลเด้น เมียนมาร์น่ะพอมีบ้างไหม ? เขาได้ยินภาษาอังกฤษแบบแปลกหู เลยถาม ว่าเป็นคนอะไร...? อาตมาตอบว่า โยเดีย (อยุธยา).. เธอพูดไทย ออกมาชัดๆ ว่า พูดไทยไม่ได้..!
เด็กตัวแค่นี้เองรู้จักทำมาหากินแล้ว แถมพูดภาษาอังกฤษไฟแล่บ เลย เดินต้อนหน้าต้อนหลังให้ช่วยซื้อของที่เธอขาย เมื่อไม่ได้หนังสือที่ ต้องการ อาตมาจึงซื้อรูปถ่ายของพระมหาเจดีย์ยามค่ำคืนไป ๑ รูป ราคา ๙๐ จั๊ต เขาเคลือบพลาสติกมาเรียบร้อย ท่านกุมาระพระพม่าซื้อไม้ทานาคา ที่เป็นเครื่องสำอางไปมัดใหญ่ ของอย่างนี้เขาสำหรับผู้หญิงไม่ใช่เรอะ.? พระใช้ไม่ได้อีกต่างหาก จะถามว่าเอาไปฝากสาวที่ไหนก็เกรงใจ..!
พอออกมาพ้นพระมหาเจดีย์ชุยซีคงอาตมาก็แทบเต้น..! ทั่วที่ราบ อันเป็นทรายกว้างใหญ่ไพศาลมีแต่เจดีย์เก่าเต็มไปหมด มากมายจน ประมาณไม่ถูก ต้องเอาอยุธยาของเราบวกสุโขทัยบวกศรีสัชนาลัยบวกกำแพงเพชรจึงจะพอลุ้นกับเขาได้ มองไปทางไหนมีแต่เจดีย์ ละลานตาไปทั่ว ถึงจะเก่าแก่ผุพังก็งดงามสุดใจขาดดิ้น..!
ทุกคนหัวเราะกับอาการตื่นเต้นของอาตมา ช่วยกันบอกว่าใจเย็นๆ อย่าเพิ่งสติแตกตามท่านชาติชาย(พระชาติชาย สุธมฺมธนปาโล) ไปซะก่อน..! เจดีย์ที่นี่ยังมีอีกมากนัก เขาว่ามีมากถึงแปดหมื่นสี่พันองค์..! แล้วท่านนาวินนำไปกราบชม พระมหาเจดีย์อะนันดา (ไร้เทียมทัน) โอ้โฮ..! นี่มันนครวัดชัดๆ เลย
ทำไมมหึมามโหฬารขนาดนั้น..!
เดินวนกราบพระจนอิ่ม นอกจากพระประธานทั้งสี่ทิศแล้ว เขายัง สร้างซุ้มบรรจุพระพุทธรูปไว้ตามผนังชั้นในสองชั้นสามชั้นเป็นพัน เป็นหมื่นองค์ แค่ประตูไม้หนาเป็นฟุตสูงร่วมสามวาที่เขาแกะสลักเป็น ลายโปร่งอย่างเดียวก็ดูไม่รู้เบื่อแล้ว อยากรู้ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหนต้อง นึกถึงประตูเมืองในสมัยก่อนๆ คงพอวาดภาพออก..!
ชมเท่าไรไม่รู้จักเบื่อ พอโซยุนท์พาวนเข้าไปในทุ่งที่มีแต่เจดีย์ อาตมาก็สติแตกเรียบร้อย..! ขึ้นรถลงรถถ่ายรูปเท่าไรก็ไม่ได้อย่างตาเห็น ท่านกุสะละ ท่านกุมาระ ท่านพร หัวเราะท่าทีเหมือนคนบ้าของอาตมากัน ยกใหญ่ ส่วนท่านนาวินบอกว่า เมื่อตอนที่ท่านชาติชายมาก็เหมือนกัน แค่ พระมหาเจดีย์อะนันดาที่เดียววนอยู่ได้เป็นวันๆ...
พอมากราบพระเจดีย์บูพะยา (น้ำเต้า) ผลของการวิ่งพล่าน ไปทั่วก็ออกฤทธิ์ ขี้มันจะแตกนะซี..! สงสัยพุทราทำพิษเข้าแล้ว วิ่งไปถึง ส้วมแล้ว ยังต้องจ่ายเงินอีก ๖ จั๊ต ถึงจะแลกกุญแจห้องส้วมมาได้ แล้วยังต้องวิ่งไปเปิดเองด้วย มันจะเปิดไว้ก่อนไม่ได้หรือไงวะ ? ถ้าเกิด ท้องเสียอาการแย่กว่านี้ มีหวังราดซะก่อน..!
 ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เขาว่ามีถึง ๘๔,๐๐๐ องค์
 ขุดดินปั้นอิฐ ตัดต้นไม้เผาอิฐ จนกลายเป็นทะเลทราย
 พระมหาเจดีย์อะนันดา พระเจดีย์บูพะยา
 พระมหาเจดีย์โลกะนันทา พระมหาเจดีย์กะเด๊าะปะลิน
 พระเจดีย์มะนูหะ เมืองพุกาม
 พระเจดีย์เมียะเซดิ เมืองพุกาม
 พระมหาเจดีย์ตัตบินยู (สัพพัญญู) เมืองพุกาม
 พระมหาเจดีย์มหามิงกะลา (มหามงคล) เมืองพุกาม
 พระมหาเจดีย์สุระมณี (จุฬามณี) เมืองพุกาม
 พระมหาเจดีย์ธัมมะยันจี (มหาธรรมาราม) เมืองพุกาม
 พระมหาเจดีย์ธีโลมินโล (เอาฉัตรตั้งกษัตริย์) เมืองพุกาม
 พระเจดีย์อะโรดอปิ๊ด (สมปรารถนา) เมืองพุกาม
เรียบร้อยแล้วออกมาซื้อภาพเจดีย์อีก ๔๐ จั๊ต จากนั้นไปกราบ พระมหาเจดีย์กะเด๊าะปะลิน (อภิวาทบัลลังก์) ซึ่งสูงที่สุดในจำนวน เจดีย์ทั้งหมด...
พอมาถึงพระมหาเจดีย์มิงกะลา (มงคล) อาตมาก็บ้าไปเลย เพราะมีทางขึ้นคล้ายบันไดไปได้ถึงบริเวณกึ่งกลางเจดีย์ อะไรก็ฉุดไม่อยู่ แล้วคราวนี้ อาตมาระเห็จขึ้นไปถ่ายภาพทุ่งพระเจดีย์รอบทิศทางแบบ ต่อเนื่อง เสียงชัตเตอร์ลั่นฉับๆ เหมือนกับระบบมอเตอร์ไดรฟ์ก็ไม่ปาน ทุกคนพร้อมใจกันปล่อยให้อาตมาบ้าไปคนเดียว โดยไม่มีใครคิดขัดคอให้ เสียอารมณ์...
มารู้ตัวอีกที ตายละวา..! ฝรั่งทั้งชายทั้งหญิงปีนตามขึ้นมา เป็นสิบ..! ข้างล่างนั้นเล่า บรรดาชาวบ้านยืนมองกันถมึงทึงเป็นกลุ่มใหญ่ ปกติเขาไม่ให้ผู้หญิงเข้าเขตพระเจดีย์อยู่แล้ว นี่บรรดาแหม่มดันปีนตาม ขึ้นมาถึงข้างบนเป็นฝูง อาตมารีบเผ่นลงมาแทบไม่ทัน บอกโซยุนท์ออกรถ ด่วนจี๋ก่อนที่จะถูกเหยียบแบนคาเท้า โทษฐานที่ริเริ่มนำเขาก่อน..!
พระมนูหะเจดีย์มียอดหลายยอดคล้ายโลหะปราสาท ด้านใน เขาสร้างพระพุทธรูปนั่งและนอนองค์ใหญ่คับเจดีย์จนแทบไม่มีทางเดิน ตามประวัติว่าพระเจ้ามนูหะแห่งอาณาจักรมอญสุธรรมวดี ถูก พระเจ้าอโรธา (พระเจ้าอนุรุทธมหาราช) แห่งอาณาจักรพุกาม จับมา จองจำไว้ที่นี่ ท่านสร้างพระเอาไว้แบบนี้เป็นปริศนาว่า การที่เอาผู้ยิ่งใหญ่ อย่างพระองค์มาไว้ในที่แคบ ก็เหมือนกับพระที่พระองค์สร้างนี่แหละ อาตมามองพระเจ้าอโนรธาที่มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ ท่านว่า มีใครไม่เคยทำผิดบ้างล่ะ? ผิดของเขาบางทีมันก็ถูกของเรา..! แฮ่..จริงครับหลวงปู่..!
หน้าพระเจดีย์เป็นบาตรพระขนาดยักษ์ บรรจุน้ำได้ ๘๐ ปี๊บ มีบันไดให้คนปีนขึ้นไปจ่าย เอ๊ย..บริจาคเงินใส่บาตรด้วย ออกมาจะขึ้นรถ เจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกทั้งชายหญิงดูท่าจะเป็นพี่น้องกัน มาดึงจีวรพูดอะไรไม่รู้ มารู้ตอนที่ท่านนาวินบอกเมื่อรถออกแล้วว่า เขาชวนซื้อขนมของแม่เขา ที่ขายอยู่ ถ้ารู้แต่แรกคงให้ฟรีไปซักร้อยจั๊ตแล้วไอ้หนูเอ๊ย..!
พระเจดีย์โลกะนันดา (โลกรื่นรมย์) สีทองเด่นงามอยู่ติดริมน้ำ อิระวดี มีแผ่นศิลาจารึกภาษาพม่าโบราณอยู่สองแผ่น อ่านไม่ออกจึงไม่ทราบ ว่าเขาบอกเรื่องราวอะไรบ้าง พอกราบพระเจดีย์เหมือนกับมีใครมาล้อเล่น ด้วย ระฆังเงินใบจิ๋วที่ยอดพระเจดีย์ดังกรุ๋งกริ๋งอยู่เฉพาะใบที่อยู่ตรงกับ อาตมาเท่านั้น ใบอื่นไม่ยอมดัง..!
ลองย้ายข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งก็ได้เรื่อง ระฆังมันตามไปดังเฉพาะใบ ตรงหน้าอีกตามเคย อาตมารีบอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรดาเพื่อนเก่า ทั้งหลาย ถ้าไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเขาคงไม่ล้อเล่นแบบนี้หรอก หน้าพระเจดีย์ไปไม่ไกลเป็นสระน้ำใหญ่ เกิดจากการที่เขาขุดดินขึ้นมา ปั้นอิฐเพื่อสร้างเจดีย์นี่เอง มีเด็กๆ ขายของเต็มไปหมด
พออาตมาเดินเข้าใกล้ เด็กๆ ก็กรูกันมาเสนอขายข้าวตอก ทำท่า บอกว่าสำหรับเป็นอาหารปลาในสระ อาตมาเล็งดูแล้วไม่เห็นปลาซักตัว มีแต่ข้าวตอกลอยฟ่องเป็นแพ จึงเดินขึ้นไปกราบพระอุปคุตที่ศาลากลางสระ เด็กก็ตามตื๊ออีก จนอาตมาต้องบอกว่า ถ้าใครพูดไทยได้แม้แต่คำเดียว จะเหมาหมดเลย..! ปรากฏว่าบุญมันไม่ถึง ไม่มีใครพูดได้ซักคน
!
เห็นแม่น้ำอิระวดีใสสะอาดน่าเล่นเป็นที่สุด มีเรือเครื่องอยู่หลายลำ ถ้ามีโอกาสมาอีก ต้องหาจังหวะล่องแม่น้ำให้ได้ ขึ้นรถไปกราบพระเจดีย์ มรกต (เมียะเซดิ) เด็กๆ มาช่วยบริการหลายคนเพื่อเอารางวัล เขาบอก วิธีว่าถ้ายืนตรงจุดที่กำหนดถูกวิธีแล้ว จะอธิษฐานอะไรก็สมปรารถนา วิธีการของเขายุ่งยากเป็นบ้าเลย
เขามีแท่นเป็นบันไดเตี้ยๆ สองขั้น ข้างบนเซาะร่องเอาไว้ขนาด วางเท้าลงได้ข้างเดียว ต้องก้าวเท้าซ้ายขึ้นไปก่อน หย่อนเท้าขวาลงไป ในร่อง แล้วตามด้วยเท้าซ้าย พนมมือขึ้นแหงนหน้ามองพระประธานแล้ว อธิษฐานเอาตามอัธยาศัย ทุกคนทำตามกันเป็นของสนุก อาตมาเองลองดู บ้าง ยืนแทบไม่ติดจะล้มซะให้ได้ แต่ก็ขอเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้
ย้อนกลับมาถ่ายภาพพระมหาเจดีย์มิงกะลา ในลำแสงสุดท้าย ของวันทันพอดี แล้วไปหาที่พักกันสำหรับคืนนี้ ตอนแรกท่านนาวินจะให้ ไปเช่าโรงแรมที่พระมหาเจดีย์ชุยซีคง แต่อาตมาติดใจส้วมที่พระเจดีย์ บูพะยาซะแล้ว จึงบอกทุกคนให้ไปลองติดต่อที่วัดนั้นดู โดยที่ไม่ได้บอกเขา ว่าอธิษฐานไว้อย่างไร...
คืออาตมารู้สึกคุ้นเคยกับบรรดาหมู่พระเจดีย์ทั้งหลาย เหมือนกับ กลับมาบ้านเก่าของตนเอง จึงอธิษฐานว่า ถ้าเคยเกิดที่นี่จริงก็ขอพัก ที่เจดีย์บูพะยานี่แหละ บังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ พระเจ้าของถิ่นท่าน เปิดหอพระอาคันตุกะให้หน้าตาเฉย ถามถึงค่าที่พัก ท่านบอกว่าให้ใส่ ตู้บริจาคเอาตามอัธยาศัย...
ออกไปสรงน้ำกันใกล้ๆ กับส้วม เขาแยกเป็นของผู้หญิงผู้ชาย แต่ ด้านของผู้ชายสูงกว่าทำให้น้ำไม่ไหล ทางด้านผู้หญิงยังไม่มีใครใช้บริการ พวกเราเลยเฮละโลไปด้านของผู้หญิงแทน มีขันน้ำแค่ใบเดียว ต้องผลัดกันอาบผลัดกันฟอกสบู่ ทุกคนพร้อมใจกันซักผ้า อาตมาเสร็จก่อนมีที่ตาก เรียบร้อย คนมาทีหลังต้องตากกับพื้นห้องก็มี...
มีญาติโยมสี่ห้าคนมาพักด้วยและเป็นผู้หญิง หอพักอาคันตุกะเป็น ห้องโถงโล่งๆ ไม่มีที่หลีกไปไหนพระภิกษุพักนอนในที่มุงที่บังเดียว กับผู้หญิง แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ต้องอาบัติ อาตมาจึงใช้จีวรที่ตากอยู่นั่นแหละ ทำม่านกั้น กลายเป็นที่มุงเดียวกันแต่คนละที่บัง รอดจากศีลขาดไปได้ อีกครั้ง พม่าเขาไม่ค่อยเคร่งครัดกับเรื่องล่อแหลมเหล่านี้เอาซะเลย..!
๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏
|