คำนำ

            ขึ้นชื่อว่าประเทศพม่าแล้ว ย่อมมีเสน่ห์สำหรับพระธุดงค์และท่าน ที่ชอบเดินทางผจญภัยเสมอ โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้แสวงบุญนั้น ถึงกับตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า ในชีวิตนี้ขอให้ได้ไปไหว้พระในประเทศพม่า สักครั้งหนึ่ง...
            คำร่ำลือเกี่ยวกับพระมหาเจดีย์ชเวดากองพระเจดีย์ทองอัน ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อพระมหามุนีที่ชาวพม่าปฏิบัติต่อองค์ท่านราวกับ พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระบรมธาตุอินทร์แขวนที่ปาฏิหาริย์ ลอยอยู่ไม่ได้ติดกับพื้นดิน เหล่านี้ย่อมพาให้ทุกคนอยากไปพม่ามากขึ้น
            แต่พม่าเป็นประเทศปิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลทหาร ซึ่งหา ความอยู่กับร่องกับรอยของนโยบายได้ยาก ยิ่งการกระทำเป็นไปตาม อารมณ์ของผู้มีอำนาจ ก็ยิ่งน่าเกรงอันตรายมากขึ้น แต่อาตมาโชคดี ที่สามารถเข้าออกพม่าได้ง่าย จึงบันทึกการเดินทางและการสร้างวัด หนองบัว ซึ่งถือเป็นวัดไทยในพม่าอย่างไม่เป็นทางการ เอาไว้ด้วยกัน หลายตอน จนกลายเป็นรูปเล่มที่เห็นอยู่นี้...
            สิ่งต่างๆ ในบันทึกนี้ อาตมาเขียนตามสิ่งที่พบเห็นและเป็นไป ครั้งแรกที่เดินทางเข้าประเทศพม่า อาตมาแบกความถือตัวว่า มาจาก ประเทศแห่งพระพุทธศาสนาเข้าไปอย่างเต็มที่ แต่พอพบกับการปฏิบัติ แบบคนมีพระศาสนาอยู่ในหัวใจ อย่างสม่ำเสมอพร้อมเพรียงกันของ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าเข้าแล้ว อาตมารู้สึกอายแทบ จะแทรกแผ่นดินหนี ต้องของเขาจึงจะเรียกว่าแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนาได้เต็มปากเต็มคำ...
            ทุกถ้อยคำในบันทึก เป็นความเห็นตามมุมมองเฉพาะตนของ อาตมาเพียงผู้เดียว ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องมีความเห็นคล้อยตาม หากแต่ รับทราบไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ เมื่อท่านมีโอกาสไปเยือนด้วยตนเอง ก็แล้วกัน...
            ภาษาพม่าทุกคำในบันทึกนี้ อาตมาออกเสียงตามอย่างคนพม่า ซึ่งไม่ได้ตรงกับความเคยชินของพวกเรา ภาษาอังกฤษแบบพม่านั้น เขียนอย่างหนึ่งอ่านออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่แปลภาษาอังกฤษเรื่อง เกี่ยวกับพม่า จึงมักแปลผิดอยู่เสมอ...
            หนังสือเล่มนสงวนลิขสิทธิตามพรบ.การพิมพ์ ท่านใดต้อง การนำไปเผยแพร่ โปรดติดต่อกับอาตมาโดยตรง

๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ


เทศกาลแห่เรือมังกร ในบึงกันดอจี เมืองย่างกุ้ง


            “ฟ้าลุ่มอิระวดี..คืนนี้มีแต่ดาว แจ่มแสงแวววาว เด่นอะคร้าว สว่างไสว…” เสียงของ ชรินทร์ นันทนาคร ในเพลง ผู้ชนะสิบทิศดังขึ้น จังหวะพอดีกับรถเคลื่อนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งพม่า เจ้าหน้าที่ผิว กาแฟไม่ใส่นม เช็คจำนวนคนแล้วบอกด้วยภาษาไทยเสียงแปร่งๆ ว่า “สามคนเจ็ดสิบห้าบาทครับ…” พระไม่ต้องจ่ายสบายไป…


ด่านเจดีย์สามองค์ ช่องทางผ่านเข้าพม่า


            ด่านเจดีย์สามองค์ พม่าเรียกว่า พะยาตงซู มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ ขึ้นกับเมืองจะอีน รัฐกะเหรี่ยง ก่อนหน้านี้ขึ้นอยู่กับรัฐมอญ แต่ รัฐบาลพม่าต้องการเอาใจกะเหรี่ยง เลยยกมาขึ้นกับรัฐกะเหรี่ยง อนาคต จะขึ้นกับรัฐไหนอีก ก็ต้องแล้วแต่อารมณ์ของรัฐบาลทหารจะเห็นสมควร...
            รถยนต์ฝั่งนี้วิ่งชิดขวา เวลาแซงต้องแซงทางซ้าย สำหรับคนที่ ไม่เคยแล้วรู้สึกประดักประเดิดพิลึก รถเมล์จากเมืองไทยมาวิ่งเมืองพม่า ต้องเจาะประตูให้ผู้โดยสารลงทางขวาแทน ถ้าลงทางซ้ายแบบบ้านเรา ก้าวลงมาจะอยู่กลางถนนพอดี มีหวังได้ไปเกิดใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว..!
            ทิดจิตร (จิตติพัฒน์ เอี่ยมโอด) เลี้ยวขวาไปตามทางแคบๆ ที่ต้องผ่านโรงพยาบาล ซึ่งหลวงพ่ออุตตะมะ (พระราชอุดมมงคล) มาสร้างไว้ให้ พ้นจากโรงพยาบาลเป็นทางฝุ่นขรุขระ พามุ่งไปสู่วัดตองไว (เขาล้อม) ซึ่งมีชื่อไทยว่า วัดป่าภูผากำแพง ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ๒ ไมล์ (พม่านับตามมาตราอังกฤษ)…
            ท่านอาจารย์สุมังคะละเจ้าอาวาส รีบลงมาต้อนรับกราบไหว้ ปฏิสันถารด้วยความดีใจ ท่านอังกุระกับท่านจันทิมา ที่เคยไปฝึก มโนมยิทธิที่วัดท่าซุงก็อยู่ด้วย พระพม่าเขาเรียกกันเฉพาะฉายา เมื่อบวชแล้ว ลืมชื่อฆราวาสไปได้เลย ฉายาของท่านทุกองค์จะลงท้ายด้วย เสียงอะ เสียงอา เสียงอิ ขณะที่ของไทยลงด้วยเสียงโอ เสียงอี…
            อาตมาข้ามมาพม่าปีละหลายครั้ง ส่วนใหญ่เลาะอยู่ตามตะเข็บ ชายแดน เห็นวัดไหนลำบากอยู่ก็ช่วยเขาไปเรื่อยตามกำลัง วัดตองไวนี้ก็ เช่นกัน อาตมาซื้อเครื่องปั่นไฟให้ และขนข้าวของเครื่องใช้มาให้ทีละเป็น คันรถ แต่มาคราวนี้อาตมาตั้งใจจะไปนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง หลวงพ่อพระมหามุนี และพระบรมธาตุอินทร์แขวน…
            ท่านนาวิน (พระนาวิน สจฺจญาโณ) พระพม่าที่บวชจากฝั่งไทย ผู้รับอาสาเป็นมัคคุเทศก์ให้ ยังติดธุระอยู่ ขอเวลาอีก ๔ - ๕ วัน อาตมา ทราบล่วงหน้ามาก่อนแล้ว จึงเตรียมหนังสือมาอ่าน ๒ ฉบับ ถ้ายังมีหนังสือ ให้อ่าน จะให้อาตมานอนรอกี่วันก็บอกมาได้เลย…
            ไม่ได้นอนอย่างที่คิดซะแล้ว ท่านอาจารย์สุมังคะละ ขอร้องให้ช่วย สอนหนังสือหนูแมว (Myo) หรือที่อาตมาเรียกง่ายๆ ว่า “ลูกแมว” ให้ด้วย ลูกแมวจบชั้น ๑๐ Standard (เทียบเท่า ม.๖ ของไทย) จากเมืองย่างกุ้ง แล้วไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย เพราะถูกทางการสั่งปิด เนื่องจาก นักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย…
            ลูกแมวมากับคุณยายคือแม่ออกกงซุ่ย เพิ่งเรียนหนังสือไทยได้ ไม่ถึง ๑๐ วัน แต่เขียนพยัญชนะกับสระคล่องแล้ว กำลังหัดสะกดคำอยู่ สงสัยยายหนูเธอจะสำเร็จนิรุกติปฏิสัมภิทา แค่แนะหลักให้หน่อยเดียวก็ คล่องปรื๋อ สะกดคำแจ้วๆ ไปเลย บางคำออกเสียงไม่ชัด อาตมาต้องเทียบ เสียงภาษาอังกฤษให้ ถ้าไม่มีคำตรงจริงๆ ก็ต้องบอกทีละคำให้เลียนเสียง เป็นนกแก้วนกขุนทอง น่าสนุกดีเหมือนกัน…
            คนเรียนไม่เหนื่อย แต่คนสอนแก่แล้วสู้ไม่ไหว ยอมยกธงขาวตั้งแต่ สี่โมงเย็น (เวลาพม่าช้ากว่าไทยครึ่งชั่วโมง) แม่ออกกงซุ่ยยิ้มกว้างจรดใบหู ดูท่าภูมิใจในตัวหลานสาวมาก กระนั้นก็ยังบอกเป็นภาษาลาวว่า “ครูบา... อย่าใจดีหลาย ตีมันบ้างเน้อ…” ท่านอาจารย์สุมังคะละกับท่านนาวินมี เชื้อลาว มาพม่าใครพูดลาวได้ก็พอไปมาได้สะดวกอยู่…
            ตอนค่ำไปกิจนิมนต์ในตลาด อาตมานั่งหัวแถวให้ศีล ท่านอาจารย์ สุมังคะละนำเจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วญาติโยมถวายน้ำร้อนน้ำชา หมากพลูบุหรี่ เสียงเว้าลาวให้แซ่ดไปหมด เลิกงานกลับมาถึงวัด เขาติด เครื่องปั่นไฟสว่างไสว เด็กๆ มากันมาก เพราะได้วีดีโอมาจากฝั่งไทย ๒ ม้วน ตั้งท่าดูกันแบบไม่ไล่ไม่เลิกเด็ดขาด..!
            ทั้งพระ เณร เด็ก ผู้ใหญ่ รุมกันเต็มหน้าจอ ก็น่าเห็นใจอยู่ ความบันเทิงของเขามีแต่ละครพม่า (คล้าย ๆ ลิเกของเรา) ใครมีวีดีโอ มักจะมีคนร่วมดูแบบไม่ต้องเกรงใจเจ้าของกันแบบนี้แหละ อาตมาขอตัว เข้านอน แผ่เมตตา ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน ตัดอารมณ์จากเสียง เฮฮาหน้าจอ หลับไปในเวลาอันรวดเร็ว...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            ลุกขึ้นเดินจงกรมตั้งแต่ตีสาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุคคลผู้ นอนไม่หลับ” มีอยู่ ๕ ประเภท คือ
            ๑. หญิงผู้ครุ่นคำนึงถึงชาย
            ๒. ชายผู้ครุ่นคำนึงถึงหญิง
            ๓. คนร้ายผู้ประสงค์ต่อทรัพย์
            ๔. พระราชาผู้ขยันออกประกอบพระราชภารกิจ
            ๕. ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ลุกขึ้นเร่งทำความเพียร เพื่อความหลุดพ้น

            อาตมาก็ไม่ทราบว่าตนเองนั้นจัดอยู่ในประเภทใด แต่รับรองว่า ไม่ใช่พระราชาผู้ขยันแน่ๆ พอตีสี่พระเวรลุกขึ้นมาตีเกราะปลุกทั้งพระเณร และชาวบ้าน เกราะทำด้วยท่อนซุงโตเป็นโอบ เสียงดังสะท้อนกับภูเขา รอบข้างกระหึ่มไปหมด คนขี้เซาสุดขีดเท่านั้นที่จะไม่ได้ยิน (ถ้าถึงขนาดนั้น ก็ควรหามไปเผาได้แล้ว..!)
            อาตมาเลิกเดินจงกรมไปสรงน้ำ ท่านอังกุระทำท่าจะขาดใจตายแทน อากาศกำลังสบายแบบนี้ ท่านยังทั้งคลุมทั้งห่ม ถ้าเจอ ๑๔ - ๑๕ องศา แบบที่เกาะพระฤๅษี ท่านคงชักตายไปเลย..! ตีห้าครึ่งเสียงระฆังเรียก พระเณรออกบิณฑบาต ท้องฟ้ายังมืดอยู่ เห็นพระเณรเดินถือ ตะเกียงกระป๋องสะพายบาตร เดินตามกันไปเป็นทิวแถวในความมืด…
            หกโมงครึ่ง รถกระบะเก่าๆ มารับอาตมากับคณะไปฉันเช้าที่ บ้านงาน มาตอนกลางวันแบบนี้จึงเห็นชัดว่า บ้านเรือนของชาวบ้านล้วนแต่ ชำรุดทรุดโทรมทั้งนั้น ท่านนาวินอธิบายว่า “รัฐมอญกับรัฐกะเหรี่ยง ไม่ค่อยเจริญหรอกครับ รัฐบาลเขาว่าพวกนี้หัวแข็ง จึงไม่มาพัฒนาให้ ต้อง เลยหงสาวดีไปแล้ว จึงค่อยเห็นความเจริญบ้าง...”
            อาหารพม่าหนักเครื่องเทศและน้ำมัน จะผัดจะแกงน้ำมันท่วมมา ทั้งนั้น “ท่านอาจารย์พอจะฉันแกงพม่าได้ไหมครับ..?“ ท่านอังกุระ มหาบัณฑิตจากสำนักมหากันตะยงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “อะไรที่ มนุษย์เขากลืนลงไปได้คุณส่งมาได้เลย..” อาตมาตอบแบบไม่ต้อง รบกวนกฤษฎีกาตีความ เป็นพระมีอะไรก็ต้องฉันแบบนั้น แค่ดำรงขันธ์ไป วันๆ ก็พอแล้ว...
            เห็นแบบอย่างที่ดีจากชาวบ้านที่นี่คือ เขามีพานดอกไม้ธูปเทียน สำหรับขอศีล มีการประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายร่วมโมทนาบุญ และเมื่อ เสร็จพิธีแล้วจะกราบขอขมาพระรัตนตรัย ลักษณะแบบนี้อาตมาเห็นแต่ ชาวบ้านทางเหนือของเราเท่านั้น ที่ยังทำกันอยู่เป็นปกติ ที่อื่นถ้ายังมีอยู่ ก็แปลว่าอาตมายังไม่เคยพบ ถ้าเป็นดังนั้นก็ต้องกราบขออภัย…
            กลับมาสอนลูกแมวต่อ อาจารย์สุมังคะละท่านขอร้อง “ขอบารมี ท่านอาจารย์ด้วยเถอะครับ ให้ผมสอนจะกลายเป็นสำเนียงลาวหมด…” มันก็จริงของท่าน พยายามแก้คำว่า “เกี้ยว” ให้เป็น “แก้ว” คำว่า “แบ้น” ให้เป็น “บ้าน” เท่านี้ก็แย่แล้ว การเรียนภาษาตอนโตแล้วมันเสียตรงฐาน การออกเสียงนี่แหละ เผลอทีไร ร.เรือ เป็น ร.เรีย ทุกที..!
            ถูกไล่ที่ถึงรู้ว่าเพลแล้ว หยุดสอนไปฉันขนมจีนพม่า น้ำยาแบบลาว หน้าตาคล้ายแกงเขียวหวาน แต่รสชาติของมันคือซุปหัวหอมดีๆ นี่เอง ส่วนน้ำยาแบบพม่านั้นก็คือแกงหยวกกล้วยธรรมด๊าธรรมดา สีดำๆ รสชาติ ค่อนข้างจะเค็ม ไม่มีผลไม้ตามมาหลังอาหาร มีแต่ขนมหน้าตาแปลกๆ ๒ - ๓ ชนิด รสเหมือนแป้งทอดเปี๊ยบเลย...
            หมดปัญหาเรื่องปากท้อง แต่ปัญหาใหญ่กำลังจะตามมา แม่ออกกงซุ่ย เกิดคิดแผนเลิศขึ้นมาได้ จะให้ลูกแมวตามไปเรียนหนังสือที่เมืองไทย กับอาตมา “ยกให้เป็นลูกครูบา..” แม่ออกแกสรุปง่ายๆ ยุ่งตายห่..เลยตู.. ถ้าไม่ถูกบรรดาลูกๆ ของอาตมาฉีกเป็นชิ้นๆ ซะก่อน อาตมาก็คง ติดคุกหัวโตข้อหาให้การอุปการะคนต่างด้าว..!
            ถามดูถึงรู้ว่ายายหนูอายุ ๒๐ แล้ว ครบลักษณะผิวพม่านัยน์ตาแขก เพียงแต่ตาออกจะเจ้าชู้ไปหน่อย.. “พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ของมันเป็นลาว พ่อทวด แม่ทวด ของมันก็ลาว แม่มันก็เป็นลาว มาได้กับพม่า...” แม่ออก แกชักประวัติจนหลานสาวบ่นอุบอิบว่า “เป็นม่านมันบ่ดีที่ใด๋ ?” ม่านก็คือ พม่านั่นเอง...
            ขืนปล่อยให้สาธยายต่อคงถึงสิบแปดชั่วคน พอดีไม่ต้องเรียนกัน พระเจ้าจะอยู่กันไม่ได้ก็ตรงญาติโยมเอาลูกหลานงามๆ มาฝากนี่แหละ อาตมาตัดบทด้วยการแยกอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ แล้วสอน วิธีการผันวรรณยุกต์ตามเสียงอักษร ให้ลูกแมวก้มหน้าก้มตาซ้อมการ ผันเสียงไป ก่อนที่แม่ออกแกจะมีแผนร้าย..เอ๊ย..แผนดีๆ อะไรออกมาอีก..!
            สี่โมงเย็นเลิกสอน ทรงสมาธิแน่นไปหน่อย เพราะกลัวจิตใจจะฟุ้งซ่านไปคิดมิดีมิร้ายกับลูกศิษย์สาวๆ เข้า พอดีมีโยมโดนไสยศาสตร์มาให้ท่าน สุมังคะละช่วย ท่านว่ามันเกินกำลัง ขอให้อาตมาสงเคราะห์แทน ฟาดหัว ไปเปรี้ยงเดียวหลุดเกลี้ยงยิ้มแต้ไปเลย บอกว่ารักษามาหลายที่ไม่หาย เด็ดขาดเหมือนที่นี่..!
            หลังทำวัตรเย็นถึงได้ดูของดี ท่านสุมังคะละสวมหน้ายักษ์อบรม พระเณรและเด็กวัด ใครขาดสวดมนต์ทำวัตรถูก “ชยันโต” ซะหูตูบไป ตามๆ กัน เด็กวัดที่ไม่มาสวดมนต์ทำวัตร ถูกเรียกมาเข้าแถว ฟาดหลัง ด้วยรัดประคตคนละ ๓ ที “พ่อแม่เพิ่นอยากให้พวกมึงได้ดีถึงเอามาฝากวัด ขี้คร้านแบบนี้มันสิดีได้จังใด๋ ?”

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏

ประวัติของลูกแมว


            ชื่อ Nan Lele Myo (นัน เลเล เมียว)
            ชื่อพ่อ U Myo Min Tien (อู เมียว มิน ไตน์)
            ชื่อแม่ Daw Nan Aye Aye Kye (ดอว์ นัน เอเอ จี)
            เกิด วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๑๙๗๘ ปีมะเส็ง
            ท่านนาวินไปหาโยมที่อู่ล่อง อาตมาสอนตัวควบกล้ำ อักษรสูง นำอักษรกลาง อักษรสูงนำอักษรต่ำ อักษรกลางนำอักษรต่ำ อ. นำ ย. มีเสียงเหมือนอักษรกลาง แล้วซ้อมการเขียนให้ลูกแมวด้วย ยายหนู ตั้งหน้าตั้งตาเรียนน่าชื่นใจ…
            อิทธิบาทคือคุณเครื่องอันนำไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย
            ๑. ฉันทะ ต้องมีความพอใจที่จะกระทำสิ่งนั้นก่อน
            ๒. วิริยะ พากเพียรกระทำในสิ่งที่ตนพอใจนั้น
            ๓. จิตตะ เอาใจใส่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำนั้น
            ๔. วิมังสา ไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอว่าเราทำสิ่งนั้นไป ถึงไหนแล้ว

            ถ้ามีครบทั้ง ๔ ข้อ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดก็ ต้องสำเร็จเป็นแน่แท้ ลูกแมวตั้งใจเรียนขนาดนี้แสดงว่าอิทธิบาทมีครบถ้วน แน่นอน...
            ผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนเช้าจรดเย็น ด้วยการแปลคำไทย ที่ลูกแมวไม่เข้าใจความหมายเป็นภาษาอังกฤษ วิธีนี้ทำให้เธอเรียนรู้เร็ว มากเพราะชาวพม่ามีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีกว่าไทย ขนาดแม่ออกกงซุ่ย ยังพูดได้เลย แต่คำชมของแม่ออกแกทำเอาอาตมาถึงกับสะดุ้ง แกชมว่า “ ครูบาเก่งชิบหาย..!” ใครเป็นคนสอนภาษไทยคำนี้วะ ?
            ตอนค่ำมีเรื่องตื่นเต้นคือ อยู่ๆ มีชายฉกรรจ์นับสิบโผล่พรวดมา เต็มวัด ทีแรกนึกว่ากะเหรี่ยงบุก กลายเป็นพวกมาจากมะละแหม่งอพยพ มาขอทำมาหากินที่นี่ เล่นเอาอาจารย์สุมังคะละหัวเสียบ่นพึมพำว่า น่าจะไปบอกกับทางทหารก่อนค่อยมา เล่นมากันแล้วค่อยบอกแบบนี้ ทหารเขาว่าซ่องสุมผู้คน มันจะพาซวยทั้งพระทั้งโยม..!

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            นิมิตเห็นตัวเองอยู่ริมน้ำกับเสี่ยทัศน์ (ภคพล อุ่นจิตร) เสี่ยทัศน์ เขาตกปลาได้ บังเอิญวัดแรงไปหน่อย ปลาหลุดจากเบ็ดตกลงในน้ำใกล้ กับอาตมา ด้วยสัญชาติญาณทำให้อาตมาพุ่งลงน้ำตะครุบปลาเอาไว้ได้ นิมิตว่าจับปลาได้ทีไร ภายใน ๓ วัน ๗ วัน จะมีคนเอาเงินมาให้ คราวนี้ อยากรู้ว่าใครจะเป็นคนให้เท่านั้น...
            พวกมะละแหม่งมากันแต่เช้ามืด บอกว่าวัวหายไป ๓ ตัว อาจารย์ สุมังคะละให้ไปจุดธูปบอกกล่าวแม่พระธรณี แล้วออกไปหาดูใหม่ ปรากฏ ว่าเจออยู่ใกล้ ๆ กับที่ผูกเอาไว้นั่นเอง ทั้งที่ตอนแรกหาจนทั่วก็ไม่เจอ พอได้วัวคืนเลยแห่กันมาทำบุญเต็มไปทั้งวัด อาหารส่วนใหญ่เป็นขนมจีน ชอบใจแกงมะเขือยาวของเขามาก เล่นผ่ามะเขือแค่ ๒ ซีกเท่านั้น..!
            เห็นท่านจันทิมาออกท่าก้อร้อก้อติกกับลูกแมว จึงเตือนด้วยความ หวังดีว่า “ถ้าเอาใจไว้กับตัวก็จะบวชได้นาน ถ้าเอาใจไว้กับสาว ก็สึกเร็ว…!” เล่นเอาท่านทำหน้ากระเรี่ยกระราดบอกไม่ถูก หลบฉาก หายไปเลย ความจริงท่านอยู่ที่มุด่ง มาอยู่ที่เจดีย์เพราะดันไปให้หวยโยม พอเขาถูกเข้าเลยนิมนต์มาเพื่อเอาไว้ขอหวยโดยเฉพาะ..!
            สอนลูกแมวหัดแยกตัวสะกดตามแม่ มี แม่ ก.กา แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กง แม่กน แม่กม แม่เกย แม่เกอว สอนการนับเลข ท่องจำ วันทั้ง ๗ ในสัปดาห์ เดือนทั้ง ๑๒ เดือน จนยายหนูประท้วงว่า “I’m hungry now..!” แฮ่..! เผลอไปหน่อย เกือบจะอดเพลไปกับเขาด้วย ซะแล้วไหมล่ะ..!
            วันนี้วันโกนต้องปลงผมตามระเบียบ ของไทยปลงผมเดือนละครั้ง จะโกนคิ้วไปด้วย ของพม่าปลงเดือนละ ๒ ครั้ง แต่ไม่โกนคิ้ว ถ้าไม่คุ้นเคย จะรู้สึกว่าหน้าตาของท่านดูแปลกๆ ตอนเย็นทำวัตรอารมณ์ใจทรงตัวนิ่ง เยือกเย็นดีมาก ตอนอุทิศส่วนกุศลถึงรู้ ที่แท้เทวดาเขามาโมทนากัน เพียบเลย ส่วนอาจารย์สุมังคะละไปกรุงเทพฯ ซะแล้ว...
            วันแรกๆ ที่เจออาหารพม่า ท้องไส้มันทำท่าประท้วง ต้องวิ่งส้วม กันวันละหลายรอบ มาถึงวันนี้ดันท้องผูกซะนี่ อาจเป็นเพราะต้องฉันแต่น้ำชาเช้าจรดเย็นก็เป็นได้ ผู้ดีอังกฤษเขามาทิ้งความเคยชินแบบนี้เอาไว้ ตอนเช้าทางพม่าเขาไม่ค่อยกินข้าวกัน จะดื่มน้ำชาหรือกาแฟแทน แต่ ขอโทษเถอะ..กาแฟเขาใส่พอมีกลิ่นเท่านั้น นอกนั้นเล่นประเคนนมลงไป แก้วละเกือบครึ่งกระป๋อง น้ำชาก็แบบเดียวกันเด๊ะเลย..!

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เป็นวันพระใหญ่ เมื่อเช้ามืด พบหัวหน้าชาวเมืองลับแล เห็นท่านมาปุ๊บปั๊บแบบสำเร็จด้วยใจ อาตมา จึงขอประลองความเร็วด้วย ท่านว่าลองกันเฉยๆ ประโยชน์มันน้อย มา เดิมพันกันดีกว่า ท่านเอาเหรียญเงินแท้มีพระบรมสาทิสลักษณ์ของ สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรียมาเป็นเดิมพัน...


ปากทางเข้าเมืองลับแลด้านหลังวัดตองไว


            ถ้าอาตมาชนะจะได้เหรียญเงินทั้งหมดไป ถ้าท่านชนะ อาตมา พร้อมพระอื่นรวม ๕ องค์ ต้องไปในเมืองลับแล ให้คนของท่านได้ทำบุญ เป็นเวลา ๑ วัน..! พออาตมาได้ยินว่าต้องไป ๑ วัน ก็ไม่ยอมเดิมพันด้วย ท่านอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่ใจอ่อนเด็ดขาด เพราะเคยได้ยินมาว่า เวลา ของเขา ๑ วัน เท่ากับของเรา ๑ ปี..! ท่านจึงจากไปด้วยความผิดหวัง ทั้งที่ เปิดทางเข้าให้ดูแล้ว ทางเข้าเมืองลับแลอยู่ทางสันเขาตะวันออก ด้านหลังวัดตองไว...
            สอนการใช้ รร (ร.หัน) บัน ที่เสียงพ้องกับ บรร ให้กับลูกแมว และการใช้ไม้ม้วน ๒๐ คำ ด้วยการให้ท่อง “บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี ฯ” ตลอดถึง “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ฯ” และ “ใฝ่ใจให้ทานนี้ นอกในมีแลใหม่ใส ฯ” เพื่อจำง่ายและเขียนไม่ผิด โดยยก “A Quick Brown Fox Jump Over The Lazy Dogs” มา เปรียบเทียบ รู้สึกว่าลูกแมวจะชอบใจเป็นพิเศษ...
            “ครูบาน่านับถือ..” แม่ออกเปิดเกมอะไรแปลกๆ อีกแล้ว... “ดูมา หลายมื้อแล่ว บ่หันท่าบ่ดีกับอีแมวคือผู้อื่น..” น่าน..นี่แม่ออกมานั่งจับผิด ว่าฉันจะจีบหลานสาวของแม่ออกเมื่อไรว่างั้นเถอะ..!รอไปก่อนนะแม่ออกนะ ถ้าลูกแมวได้ซักครึ่งหนึ่งของบรรดาลูกสาวของฉันแล้วค่อยมาจับผิดเถอะ..!
            หลังเพลอาตมาซักผ้าผ่อนเตรียมไว้สำหรับวันเดินทาง เปลี่ยนจีวร เป็นสีกรักออกแดงให้ใกล้เคียงสีของพม่า จะได้ไม่สะดุดตาจนทหารเขาเกิด ความเมตตาพาไปทัวร์คุก..! แต่จะให้ห่มสีแดงแปร๊ดแบบพม่าไปเลย อาตมายังทำใจไม่ได้ กลัวว่าหมามันจะไล่ฟัด..! แค่เห็นก็สยองแล้วขืนลอง คงชักดิ้นชักงอไปเลย..!
            ทิดจิตรพาชีชื่น (อุบาสิกาบุญชื่น ศรีสองแคว) กับกรรมการ วัดท่าขนุนมาหา ขอปรึกษาเรื่องงานยกฉัตรเจดีย์ ๘๐ พรรษาสมเด็จ พระสังฆราช โดยจะจัดงานวันที่ ๑๐-๑๒ กุมภาพันธ์นี้ ก่อนกลับทิดจิตร ถวายเงินเอาไว้ ๑,๐๐๐ บาท บอกว่า “ค่าเงินบาทมันตกมากเดี๋ยวอาจารย์ จะไม่พอใช้” นี่ไง…ปลาที่จับได้ตามนิมิต..!
            มาเคี่ยวเข็ญลูกแมวต่อด้วยคำที่ต้องประวิสรรชนีย์ คือ “ฉะนั้น ฉะนี้หนา ก่อนจะล้าสะบักสะบอม ฯ” ยายหนูรีบแสดงภูมิรู้ว่า ชะนี คือ Monkey อาตมาต้องอธิบายว่า ชะนีคือ Gibbon นับเป็นลิงชนิดหนึ่ง ก็พอไหว แต่ไม่เกี่ยวกับบทเรียนในตอนนี้สักนิดเดียว พอถึงคำที่ไม่ต้อง ประวิสรรชนีย์ คือ “ขโมยร้องชโย หยิ่งยโสเหมือนทโมน ฯ” อาตมา แกล้งบอกว่าคำที่ไม่ประวิสรรชนีย์ คือ “Have no monkey..!” เล่นเอา ทั้งยายทั้งหลานหัวเราะกันจนน้ำหูน้ำตาไหล..!
            คำเหล่านี้เป็นคำง่ายที่มักใช้ผิด น่าเสียดายที่หลักสูตรแบบนี้ เมืองไทยยกเลิกไปแล้ว อีกไม่นานคงเหลือคนที่จำได้น้อยเต็มที อาตมา ทุ่มเทให้เพราะเห็นว่าลูกแมวรับได้ หวังว่าคงจะไม่เป็นไก่ที่ได้พลอยนะ ยายหนู...ตอนเย็นหลานของแม่ออกที่ตลาดสามคนมาทำบุญ ขนเอา น้ำขวดมาถวายพระเณรเป็นลังๆ แม่ออกแกมาบ่นให้ฟังว่า “หมู่เพิ่นรวย หลาย บ่ขี้ทุกข์ขี้ยากคือแม่ออกดอก..”
            ขนาดจนๆ ทั้งยายทั้งหลานยังใส่ทองเกือบท่วมตัว ถ้ารวยแล้วมัน จะขนาดไหน? หลังทำวัตรเย็นเขาไม่สวดปาฏิโมกข์กัน อาตมาเลยกราบพระ อธิษฐานอุโบสถรูปเดียว จากนั้นสอนลูกแมวอ่านแบบเรียนเร็วจนหมดเล่ม สองทุ่มเศษท่านนาวินกลับมาพร้อมกับพระรูปหนึ่งชื่อ “ท่านพร” มาจากเมืองปากงึม แขวงกำแพงนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว กับ หนุ่มแน่นสามพันตึงอีกคนชื่อ “โปไล” บอกว่าจะมาหาญาติในประเทศพม่า...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            “สมคิด” เด็กวัดหนุ่มพิการ แต่มากไปด้วยความสามารถ พาอาตมา ท่านนาวินกับท่านพรเข้าไปในตลาด เห็นพิการขาลีบจนเหมือนกับมีครึ่งตัว อย่างนี้ก็เถอะ ขี่สามล้อแดงคล่องตัวอย่าบอกใครเชียว บอกกับอาตมาว่า “อาจารย์..ผมขอไปอยู่กับอาจารย์ที่เมืองไทยได้บ่..?” อาตมาบอกว่า ที่วัด ไม่มีสามล้อแดง มีแต่ “ท่านทัดเทพ” ถ้าขับไม่เป็นก็ไปไหนไม่ได้เน้อ... ดูแกทำท่าผิดหวังมาก...
            ท่านนาวินไปติดต่อรถสำหรับเดินทาง “ทูนขิ่น” เจ้าของรถแจ้งว่า ยังได้คนไม่ครบ ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะออก นัดแนะเวลาให้เขาไปรับที่ วัดตองไวด้วย แล้วเราพากันไปบ้านของ “โกเต็ง” พี่ชายของท่านอังกุระ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของท่านนาวินเอง ฝากให้ช่วยแลกเงินจั๊ต ของพม่าให้ที “ให้โกเต็งแลกให้จะได้มากกว่าคนอื่น” ท่านนาวินว่า
            อาตมารวบรวมเงินได้ ๙,๐๐๐ บาท ท่านนาวินรวมทั้งของตัวเอง และของที่ญาติโยมฝากไปให้พี่น้องที่วัดหนองบัวได้ ๑๑,๔๐๐ บาท ส่วน ท่านพรนั้นขอไปแลกด้วยตนเอง “ สามสี่วันนี้เงินมันตกมาก จากบาทละ ๗.๕๐ จั๊ต ลงมาถึง ๕.๕๐ จั๊ตก็มี“ โกเต็งบอก วันที่อาตมาข้ามมาฝั่งนี้ เงินไทยตกลงไป ๕๔ บาทต่อดอลลาร์แล้วนี่นา..!
            ท่านพรแลกได้ในราคาบาทละ ๖ จั๊ต ก็ยังดี พระพุทธเจ้าทรง สอนไว้ชัดเจนว่า โลกนี้ไม่เที่ยง ถ้าค่าของเงินมันแสดงความไม่เที่ยง บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา พวกเราไปเดินตลาดดูสินค้า คนขายส่วนมากเป็นลูกศิษย์ของท่านนาวิน เรียนภาษาไทยเพื่อมาขายของโดยเฉพาะ อาตมา ซื้อลูกประคำ ๑๘ พระอรหันต์ ไป ๑ เส้น ราคา ๑๐๐ บาท เหลือเงินให้เป็น ค่าขนมลูกแมว ๒๐๐ บาท ดีใจกระโดดโลดเต้นไปเลย..!
            สอน “ทร” ออกเสียงเป็น “ซ” โดยให้ท่อง “ทรวดทรงทราบ ทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี ฯ” แล้วทบทวนของเก่าทั้งหมด ที่เรียนไป ขึ้นหน้าแล้วถอยหลัง ถอยหลังแล้วขึ้นหน้า บางทีผ่ากลางมาดื้อๆ ลูกแมวจำได้ทั้งหมดจริงๆ เพียงแต่ออกเสียงไม่ชัดเจน และบางคำยัง สับสนระหว่างอักษรกลางกับอักษรต่ำเท่านั้น...
            คลายเครียดด้วยการถอดดวงให้ลูกแมว ดาวจันทร์เป็นสุภะ แบบนี้แย่แน่หนูเอ๋ย ยิ่งรูปร่างหน้าตามีเสน่ห์อย่างนี้ ได้แต่หวังว่าคงจะทำ แต่สิ่งที่ถูกที่ควรนะ... พอมาถึงลายมือ คราวนี้ทั้งพระทั้งเณรยื่นมือกันมา สลอน เลิก...เลิก...เลิก ไม่ดูไม่เดอมันแล้ว ดวงเป็นสิ่งที่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ตามความดีความชั่วที่เราทำ ถ้างมงายก็กลุ้มใจเอง เปล่าๆ..!
            ท่านอังกุระกับท่านนาวินชวนไปเดินดูรอบวัด เพื่อให้อาตมาชี้ให้ดู ว่าปากทางเข้าเมืองลับแลนั้นอยู่ตรงไหน ตรงหน้าเจดีย์ที่อาตมาพา ญาติโยมมายกฉัตรให้ มีพระนาคปรกองค์ใหญ่เพิ่มขึ้นมา ๑ องค์ นับว่า พัฒนาไปได้เร็วพอสมควร จากครั้งแรกที่มามีแต่ศาลาโล่งๆ หลังเดียว ตอนนี้มีทั้งฝาเฟี้ยมมิดชิด หอพระก็เสร็จแล้ว ศาลาการเปรียญกับกุฏิก็ เปลี่ยนจากไม้ไผ่มุงแฝกมาเป็นไม้จริงหลังคาสังกะสีจนหมด...
            หลังทำวัตรเย็นสอนทิ้งทวน ด้วยวิธีอ่านคำประกอบไม้ทัณฑฆาต และไม้ยมก แล้วฝึกให้ลูกแมวเขียนตัวบรรจงครึ่งบรรทัด ไอ้ตัวเท่าหม้อแกงเลิกได้แล้ว ถ้าหลวงพ่อกลับมาจากเที่ยวพม่า แล้วหนูไม่ลืมที่ สอนไป ก็จะพิจารณาว่าสมควรพาไปเมืองไทยหรือไม่...ถ้าจำไม่ได้หรือ ไม่มีความก้าวหน้าละก็ อย่าหวังเลยว่าจะได้ไป..!

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            “ทูนขิ่น” ควบรถกระบะเก่างั่กสนิมร่วงกราวมารับ มันจะเอาไอ้ที่ ใหม่หน่อยไม่ได้หรือไงวะ..? อาตมา ท่านนาวิน ท่านพร กับโปไล ขึ้นไป เบียดกันอยู่บนไอ้เฒ่า เข้าไปถึงตลาดก็ต้องตกใจ แม่เจ้าโว้ย..! ทูนขิ่นมัน ขนคนมาจากไหนขนาดนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่…สิบสามคน รวมทั้งคนขับที่ชื่อ “โกนี” ด้วยก็สิบเก้าคน..!


วันเดินทางมีแม่ออกกงซุ่ยกับลูกแมวมาส่ง


            คราวนี้จัดระเบียบเข้าไปเถอะ คนสิบเก้าคนมันก็ต้องขี่คอกันไป อยู่แล้ว นี่ยังของอีกตั้งเท่าไรอยู่นั่น ในที่สุดท่านพรต้องระเห็จขึ้นไป ประดิษฐานบนหลังคารถเป็นพระประธานชั่วคราว อาตมากับท่านนาวิน นั่งงอก่องอขิงอยู่หน้ารถ เพราะตรงที่วางเท้าเขายัดโทรทัศน์เข้าอีกเครื่อง เต็มพอดีเลย..!
            ค่าโดยสารคนละ ๕๐๐ บาทไทย ส่งถึงวัดหนองบัว ฆราวาสต้อง จ่ายค่าผ่านทางเพิ่มอีกคนละ ๒๐๐ บาท ทูนขิ่นซื้อรถคันนี้มาราคา ๗๐๐,๐๐๐ จั๊ต มันกะถอนทุนเที่ยวเดียวเลยมั้ง ? ถามดูถึงรู้ว่าแพงตรงป้าย อนุญาตวิ่งโดยสารนี่แหละ ลำพังตัวรถรุ่นนี้แล้วยกให้คนไทยปลูกสะระแหน่ ยังไม่มีใครเอาเล้ย..!
            โกเต็งเอาเงินที่ไปแลกมาให้ ได้ดีกว่าท่านพรหน่อย บาทละ ๖.๑๐ จั๊ต รวมแล้วอาตมามีเงินตั้ง ๕๔,๙๐๐ จั๊ตแน่ะ น่ารวยเนอะ...แล้วนี่แลกเป็น เงินพม่าหมด ทูนขิ่นมันจะรับหรือเปล่า? “รับครับ..ขอสามพันจั๊ต..” เจ้าของรถตาเอกยิ้มกว้างขวาง ก่อนที่จะไล่เก็บเงินผู้โดยสารอื่นๆ จนครบ ไม่เปิดโอกาสให้ใครเปลี่ยนใจเลยนะเอ็ง..!
            โกนีเป็นคนขับ ฝีมือร้ายกาจไม่เบา แค่ออกตัวก็เกือบเหยียบหมา แบนซะแล้ว เจ้าหมานั่นกระโจนสุดตัวลงป่าข้างทางแบบใจหายใจคว่ำ โกนี แปลว่า พี่แดง นี่อาตมาหนีคนขับชื่อแดงไม่พ้นซีน่า...ไปได้ประมาณ ๒ ไมล์ ถนนกลายเป็นฝุ่นตลบอบอวล โกนีเลี้ยวเข้าไปในขนส่งซึ่งตรวจ ทั้งรถและคนที่เข้าออก...
            มาเป็นคันแรกตอนเก้าโมงเช้า แต่เจ้าหน้าที่ท่านยังไม่มีอารมณ์ ทำงาน ต้องรอจนกว่าพระคุณท่านจะมีอารมณ์ก็เพลพอดี ทูนขิ่นบ่นพึมพำว่า นึกว่าจะไปให้ถึงวันนี้ สงสัยต้องค้างคืนกลางทางซะแล้ว...ระหว่างที่รอ อยู่นั้น บรรดารถโดยสารที่ไปยังเส้นทางต่างๆ พากันมาต่อคิวยาวเหยียด แต่ละคันไม่มีใครคนน้อยกว่าคันของเราเลย มากกว่าทั้งนั้น..!
            เจ้าหน้าที่เรียกทุกคนลงไปสัมภาษณ์ ว่าจะไปไหน? ไปกี่คน? ไป ทำไม? ฯลฯ อาตมาตั้งจิตระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดา มีหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเป็นที่สุด เห็นหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค มาในลักษณะพระสงฆ์ หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวทีเดียวเชียว กราบเรียนถามท่านว่า “หลวงปู่มาทำไมครับ?” “อ้าว…ก็บ้านข้านี่หว่า..!” เกือบไล่เจ้าของบ้านซะแล้วไหมล่ะ..!
            “หลวงปู่เกิดที่นี่ด้วยหรือครับ?” “นับไม่ถ้วนเชียวลูก.. พระโพธิสัตว์ ต้องขยันเกิดเป็นธรรมดา ยิ่งประเทศพม่าเป็นเขตพระพุทธศาสนา ยิ่งต้องเกิดมาก..” สบายอาตมาไปซิ…มากับเจ้าของบ้านจะไปกลัวใคร กราบขอบารมีหลวงปู่ช่วยสงเคราะห์ให้ผ่านด่านทหารทุกด่านโดยสะดวก ด้วยเถิด...
            เจ้าหน้าที่เป่านกหวีดเรียกผู้โดยสารทุกคนมาขึ้นรถ ตรวจเช็คอีกรอบว่ามีใครเกินมาหรือเปล่า ? อาตมานั่งหัวโด่อยู่มันไม่ถาม อะไรซักคำ พอตรวจเสร็จสั่งให้ออกรถ โกนีซิ่งพรวดทันทีเพราะเสียเวลา มามากแล้ว ไปได้ไม่ไกลก็เลี้ยวขวาเข้าปั๊มน้ำมันยี่ห้อคุ้นๆ ตาพิกล เฮ้ย...ยังไม่ถูกก๊อดซิลล่ากินหมดอีกหรือนี่ ? ข้ามมาลงทุนถึงฝั่งนี้เชียวนะ นึกว่าแค่ซื้อแก๊สจากยานาดากับเยตะกุนเท่านั้นซะอีก...
            ออกจากปั๊มนิดเดียวก็เจอด่านทหาร ทูนขิ่นวิ่งเอาใบผ่านไปให้ ประทับตรา แล้วเขาเปิดด่านให้ไปง่ายๆ จนท่านนาวินเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ปกติมันจะให้ทุกคนลงจากรถ เรียกบัตรประจำตัวและ ใบสุทธิพระไปตรวจบันทึกไว้หมด ถามด้วยว่าจะไปไหน คราวนี้ไม่ยัก ตรวจและถาม..?” ขืนตรวจผมก็เสร็จซิครับ ปล่อยให้เป็นภาระของ หลวงปู่ท่านเถอะ ผ่านได้ง่ายเท่าไรก็สบายเราเท่านั้น...
            ถนนเป็นทางฝุ่นหนาเกือบคืบ รถวิ่งไปเลื้อยไปอย่างกับงู แต่โกนี ซะอย่าง ผ่านตลอดทุกภูมิประเทศ ซ้ำยังบอกอย่างครึกครื้นในอารมณ์ เป็นที่ยิ่งว่า “ม่ายปินร่าย ม่ายปินร่าย จายยิน…ยิ้น…” ผ่านบ้านยูวาติ๊ด บ้านจงกุย บ้านจอปุลุ จนมาถึงหมู่บ้านโทรมๆ ทำด้วยไม้ไผ่มุงแฝกเป็น แถวยาวเหยียด เข้าไปให้ทหารมอญตรวจบ้าง...

สภาพเส้นทางมีหลายช่วงที่รถต้องกลายเป็นเรือ


รถติดทั้งขุดทั้งเข็นกว่าจะไปได้


            ด่านบ้านชองโส่ง (สบห้วย) มีน้ำตกข้างทางด้วย ต้องจ่ายค่าผ่าน ทางต่างหากคันละ ๑๕๐ บาท ถนนเละเป็นโลกพระจันทร์แบบนี้ ยังมีหน้า มาเก็บค่าผ่านทางอีกแน่ะ บางตอนลงไปวิ่งในห้วยยาวเป็นกิโลก็มี ทูนขิ่น ทำถูกแล้วที่เอารถเก่ามาวิ่ง ขืนเอาของใหม่มาก็คงเก่าลงในการวิ่ง เที่ยวแรกเท่านั้น และคงจะวิ่งไปร้องไห้ไปด้วยความสงสารรถแบบน้องอุ๋ย (ปภาดา สุวรรณธรรมา) ตอนที่วิ่งไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นแน่ ๆ...
            รถของเราออกเป็นคันแรก จึงไม่มีใครแซงไปซักคัน นอกจาก นานๆ มีรถเก่าๆ ทั้งสี่ล้อ หกล้อ สวนมาซะที ที่เห็นมากคือ โรลสรอยซ์ รุ่นสองแรงวัว มากันทีสามเล่ม ห้าเล่ม อย่างน้อยก็สองเล่ม มีอยู่ครั้งเดียว ที่เจอมาเล่มเดียวเดี่ยวโดด ซ้ำยังเป็นตอนผ่านบ้านร้างอาปะลงซะด้วย นับว่านายแน่มาก..!
            รถกระแทกไปจนฝุ่นตลบ คนบนรถอาบฝุ่นเหลือแต่ตาขาว ล่อกแล่ก “ระวังอุบัติเหตุ..!” อาตมาพูดตามที่หลวงปู่บอก ท่านนาวินยัง ไม่ทันถามอะไร โกนีก็เบรกจนตัวโก่ง ฝุ่นที่ตามท้ายรถมาตลบท่วมทั้งคัน ไอค็อกแค็กไปตามๆ กัน..! ข้างหน้านั่นเอง..สะพานไม้มันเอียงกระเท่เร่อยู่ ถ้ามาด้วยความเร็วเท่าเดิมคงได้เผากันบ้าง..!
            ทูนขิ่นลงไปกระทืบไม้ให้ตรง แล้วช่วยเล็งล้อให้โกนีค่อยๆ พา ไอ้เฒ่าคลานผ่านไปแบบใจหายใจคว่ำ จากนั้นนั่งหัวสั่นหัวคลอนกันต่อไป กินฝุ่นจนไม่มีอารมณ์จะกินข้าวกินปลากันอีกแล้ว กว่าจะถึงบ้านตองซุน (สุดเขา) ก็ถูกด่านตรวจอีกหลายรอบ เห็นชาวบ้านที่ถูกอพยพมาจาก บ้านอาปะลง กำลังสร้างบ้านแปลงเมืองเป็นการใหญ่...


ด่านอะนังกวีน (ทุ่งกันเกรา) ด่านใหญ่ของรัฐกะเหรี่ยง


            บ่ายสองโมงถึงด่านอะนังกวีน (ทุ่งกันเกรา) รถต้องลงไปจอด รอการตรวจสอบใหญ่อีกที อาตมาถ่ายรูปที่ด่านไปสองรูป เจ้าหน้าที่ข้องใจ มากว่าถ่ายไปทำไม ? ท่านนาวินบอกว่า “พระไทยไม่เคยเห็นการทำงาน ที่เข้มแข็ง เอาจริงเอาจังแบบนี้มาก่อน เลยถ่ายเอาไว้ดูเป็นที่ระลึก...” ทหารบ้ายอได้ยินเข้าเลยยอมปล่อยผ่านแต่โดยดี..!
            ท่านนาวินว่าพ้นจากอะนังกวีนแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทหาร กะเหรี่ยงกันอีกต่อไป เพราะพ้นเขตอิทธิพลของพวกเขาแล้ว อาทิตย์ก่อน ทหารกะเหรี่ยงเพิ่งจะเผารถโดยสารไปคันหนึ่ง ญาติโยมกำลังเป็นกังวล ว่าพวก เราจะเจอบ้างหรือไม่ ? ผ่านป่าทึบไปได้ไม่นาน โกนีก็ต้องเบรก หัวทิ่มอีกครั้ง เพราะ ทหารในชุดพรางถือเอ็ม.๑๖ ยืนจังก้าขวางทางอยู่..!
            “ทหารกะเหรี่ยง…” ท่านนาวินกระซิบ นี่ขนาดพ้นเขตแล้วนะ เนี่ย..! ทูนขิ่นลงไปเจรจากับทหาร ขณะที่ผู้โดยสารลุ้นระทึกว่าจะ ออกหัวหรือออกก้อย อาตมาเห็นไอ้ลูกทหารตัวน้อยในชุดพราง ที่พยายาม เต๊ะท่าให้ดูเหี้ยมหาญเป็นของน่ารักแทน ถามพลางชูกล้องให้ดูว่า “ขอถ่ายรูปได้มั้ย ?” ผลคือหัวหน้าชุดปฏิเสธอย่างเฉียบขาด..!
            “พวกนี้ปกติทำตัวเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป พอจะตั้งด่านเถื่อน หารายได้ก็จะเอาชุดทหารมาใส่ และขุดปืนที่ฝังไว้ขึ้นมา ถ้าเราถ่ายรูปไป เขากลัวทหารพม่าจะจำหน้าได้…” ท่านนาวินอธิบาย “เขาไม่ตั้งด่านนาน หรอกครับ เอาทีห้าคันสิบคันแล้วก็หลบเข้าป่าไป จะได้ไม่ต้องรบกับทหาร พม่า แล้วไปหาที่ตั้งด่านจุดใหม่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใครไม่จ่ายมันเผารถทิ้ง เลย ใครแจ้งทหารถ้ามันรู้เข้ามันตามฆ่าหมดทั้งบ้าน..!” โหดกว่าที่คิดแฮะ
            ทูนขิ่นยอมจ่ายตามที่พวกเขาเรียกร้อง (เล่นเก็บจากผู้โดยสารล่วงหน้ามาแล้วนี่หว่า..!) ผ่านจากด่านกะเหรี่ยงนิดเดียวเป็นบ้านเต็งเง นี่มันเล่นตามตำราพิชัยสงคราม “ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ทหารพม่าไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ข้างที่นอนของตัวเองแท้ๆ ทหารกะเหรี่ยง ตั้งด่านเก็บค่าก๊อกไปแล้ว..!
            ลุยไปตามท้องนาได้ไม่นานเจอทหารอีกแล้ว ไอ้ตัวน้อยถามว่ามี น้ำหวานมาบ้างมั้ย? ไอ้หนูเอ๋ย..ถ้าข้ารู้ว่าพวกเอ็งอดอยากยากแค้นปานนี้ คงขนมาให้เป็นคันรถแล้วว่ะ..! เจ้าลูกทหารกลืนน้ำลายด้วยความผิดหวัง เห็นแล้วน่าเวทนาแท้ๆ อายุถึงสิบขวบหรือยังก็ไม่รู้ ? ต้องมาแบกปืนยาว ท่วมหัวเป็นรั้วของชาติ เฮ้อ..!
            จากด่านทหารเป็นด่านพระ จากด่านพระเป็นด่านทหาร กว่าจะ มาถึงด่านเยตะกุนตกบ่ายสี่ครึ่ง ด่านนี้ทุกคนต้องลงเดินแถวเรียงหนึ่งไป อาตมาสามองค์หน้ามอมพอกันกับมอญพม่าแล้ว ถึงนั่งเฉยอยู่บนรถ ทหารก็ไม่ว่าอะไร ตรวจสอบเรียบร้อยก็ปล่อยพวกเรานั่งขดงอก่องอขิง กันต่อไปบนเส้นทางมหาวิบาก...
            แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ กำลังใจของอาตมาทรงตัวแนบแน่น โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องภาวนาเลยแม้แต่น้อย ตลอดระยะทางที่ผ่านมา จนถึงบัดนี้ยังไม่คลายตัวซักนิดเดียว รถติดให้เข็นกันอีกครั้งก็พ้นทางฝุ่น มาขึ้นทางลาดยางที่แคบพอวิ่งได้คันเดียว สภาพเหมือนกับวิ่งไป บนเตาขนมครกขนาดยักษ์ มองเห็นทะเลอันดามันลิบลิ่วอยู่แต่ไกล...
            “เหยียบ..เหยียบ..เหยียบ..” เสียงเชียร์จากข้างหลังดังประสาน กันมา โกนีของเราก็บ้าจี้พอ พาไอ้เฒ่าวิ่งเอี๊ยดอ๊าดไปราวกับเหาะ ถึง บ้านแวกะลิมีทางแยกไปบ้านปะงา ทูนขิ่นให้ผู้โดยสารที่จะไปบ้านปะงาลงตรงนี้ จ่ายค่ารถไปปะงาให้เสร็จสรรพ บอกว่าไปส่งไม่ทัน มันจะค่ำแล้ว ให้หารถเมล์ไปกันเองก็แล้วกัน...
            ข้างทางมีบ่อน้ำแบบใช้เชือกโพงอยู่ อาตมาลงไปตักน้ำล้าง หน้าตาเนื้อตัวให้หายมอมหน่อย สั่งขี้มูกพรืดออกมา โอ้โฮ...ดำเป็น ขี้โคลนเลยเว้ย..! จากบ้านแวกะลิข้ามทางรถไฟไปนิดเดียวเจอด่านจราจร มาตรวจสอบการเข้าเมืองว่าถูกต้องหรือไม่? รู้สึกว่าการแต่งตัว ของจราจรพม่าจะหล่อเหลาเป็นหลักเป็นฐานที่สุด...


สะพานสมัยสงครามโลกที่ยังคงใช้กันเป็นปกติ


            ห้าโมงเย็นเศษมาถึงตัวอำเภอตันบวยเซียท มีหอนาฬิกา กลางเมืองบอกเวลาตรงเป๊ะเลย เลี้ยวซ้ายจะลงทะเล พวกเรามาทางขวา มุ่งตรงไปอำเภอมุด่ง ข้ามสะพานเหล็กเก่าๆ สมัยเดียวกับสะพาน ข้ามแม่น้ำแคว สองข้างทางเป็นค่ายทหารขนาบข้างยาวเหยียด พ้นจากค่ายทหารก็เป็นดงยางพาราไกลสุดลูกหูลูกตา จนมาถึงตัวอำเภอมุด่ง...
            เวลาโพล้เพล้เข้าไต้เข้าไฟพอดี ทั้งผู้คน รถม้า รถสามล้อถีบ รถจักรยาน เกวียน มากมายนัวเนียไปหมด รถเมล์คันโคร่งเคร่งสมัยคุณปู่ วิ่งกันควันโขมง สองแถวแต่ละคันถ้าคนไม่ล้นขึ้นบนหลังคาแบบคันของเรา ก็บรรทุกของมาเต็มพิกัด ทุกรุ่นทุกยี่ห้อปลดระวางไปจากเมืองไทยไม่ต่ำ กว่า ๒๐ ปีทั้งนั้น..!
            โกนีเบรกจนไถลเป็นวา เมื่อสามล้อถีบตัดหน้ากระชั้นชิด เกือบ ประเดิมเมืองพม่าซะแล้ว..! จอดให้คนลงอีกสามคน จากนั้นปรึกษากันว่า ค่ำแล้วด่านทหารเขาห้ามผ่าน คงต้องไปพักกันที่วัดเจ้าไว (หินล้อม) ก่อน โกนีเสนอว่าลองไปขอที่ด่านดู ถ้าเขายอมให้ผ่านจะได้ไปถึงวัดหนองบัว คืนนี้ ถ้าไม่ยอมแล้วค่อยว่ากันใหม่...
            ลังเลกันอยู่นั่นแหละ เสียงข้างมากไม่อยากให้ไป กลัวทหารจับ เอาไว้เลย อาตมาสงสัยว่าเถียงอะไรกันนานนัก สอบถามรู้เหตุแล้วจึง กราบเรียนถามหลวงปู่ “ไปได้..” “หลวงปู่ว่าไปได้ พวกเราจะไปมั้ย ?” ทุกคนอึ้งเว้นแต่โกนีบอกว่า ถ้าพระไปเขาก็ไปด้วย อาตมาตัดบทบอกให้ เลี้ยวขวาไปด่านเลยให้รู้แล้วรู้รอดไป..!
            เจอด่านทหารรวดเดียว ๓ ด่าน..! ทหารข้องใจมากว่าค่ำมืด แบบนี้จะรีบไปไหน เรียกตัวทูนขิ่นกับโกนีลงไปสอบสวน แล้วขอใบสุทธิ พระด้วย แฮ่..แฮ่..หลวงปู่ครับ..! “ไม่ต้องให้มันหรอกลูก..” ถึงต้อง ให้แล้วผมจะเอามาจากไหนละครับ ? เหลือเชื่อว่าทหารมันกลับหลังหัน เดินหนีไปดื้อๆ เหมือนกับไม่เคยขออะไรเลยอย่างนั้นแหละ..!
            ผ่านตลอดทั้งสามด่าน โกนีลงไปเอาน้ำมันสำรองมาเติม อาตมาควักไฟฉายมาช่วยส่อง เห็นความสว่างของมันแล้วทุกคนทึ่งจัด ขอไปลูบๆ คลำๆ เป็นขวัญมือ ถามราคาอาตมาก็ตอบไม่ได้ เพราะน้องเก๋ (กมลา สุวรรณธรรมา) เขาถวายมา บิดขี้เกียจให้หายระบม สะบัดแข้งสะบัดขา ให้เข้าที่แล้วไปกันต่อ…
            “เก็บไฟฉายซะลูก มันสะดุดตาเขา” อาตมาเก็บตามคำสั่ง ท่านนาวินถามว่าเก็บทำไม..? อาตมาอธิบายไม่ทันจบก็เจอด่านตำรวจ ท่านนาวินถึงกับออกปากว่า “หลวงปู่ท่านแม่นขนาดนี้เชียวหรือ?” ยิ่งกว่านี้อีก คุณคอยดูไปก็แล้วกัน ตำรวจแค่จดทะเบียนรถกับจำนวนคนไว้ แล้วปล่อยผ่านสบาย ทุกคนบนรถถอนหายใจโล่งอก...
            จะไม่ให้โล่งได้อย่างไรเล่า ? วันนี้มาจากด่านเจดีย์สามองค์ ทั้งที่มีข่าวว่าทหารกะเหรี่ยงเพิ่งเผารถโดยสารไปหยกๆ ฝ่ามาสารพัด ด่านก็ไม่หนักใจเท่าด่านตอนกลางคืนอย่างนี้ เพราะเท่าที่ทราบมา เขาไม่ เคยปล่อยให้ใครวิ่งกลางคืน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลาของการเคลื่อน ย้ายสิ่งผิดกฏหมายที่ไม่ต้องการให้ชาวบ้านรับรู้..!
            เข้าเขตอำเภอไจ๊มะยอ เจอกับรถบรรทุกไม้ที่ปิดไฟวิ่งทั้ง มืดๆ...นี่แหละ...ไอ้ตัวทำให้วิ่งกลางคืนไม่ได้ มันคงสงสัยคิดว่าเราเป็น รถทหาร ถึงขนาดหยุดให้ผ่านไปก่อน ฮิ…ฮิ... โกนีฉลองศรัทธาด้วยการ ควบไอ้เฒ่าไปตามทางแคบๆ ขรุขระ ราวกับแข่งพายุ ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ที่ดับไฟนอนกันหมดแล้ว เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้...
            ก่อนเข้าบ้านชองนาคัวะ โกนีเกือบลุยเหยียบเข้าไปกลางหมู่ ชาวบ้าน ที่ปูเสื่อดูวีดิโอจอยักษ์กันบนถนน เล่นเอาหอบเสื่อหอบหมอน เผ่นกันกระเจิดกระเจิง..! “พวกฉายหนังเก็บเงินครับ วีดิโอม้วนหนึ่งฉายแล้วฉายอีก ลายจนดูแทบไม่รู้เรื่องก็มี..” ท่านนาวินอรรถาธิบาย เล่นขึ้นมาฉายกันบนถนนแบบนี้มันอันตรายเกินไป..!
            สุดทางที่ริมแม่น้ำอัตทราน เวลาสองทุ่มครึ่งพอดี เรือจ้างมันโก่ง ราคาซะแพงลิบ จากกลางวันคิด ๕๐๐ จั๊ต มันจะเอาสองพัน..! ขอต่อราคา ลงมาหน่อยมันขึ้นเป็นสามพัน..!ท่านนาวินต้องลงเรือพายไปหาเรือหางยาว ที่ฝั่งตรงข้าม พอมาถึงมันเห็นของมากคนมาก ขอขึ้นราคาจากหนึ่งพัน ที่ตกลงกันไว้เป็นพันสองทันที..!
            อาตมาต้องตัดบทว่าจะจ่ายค่าเรือเอง ญาติโยมที่มาด้วยก็ออก ปากว่าจะช่วย ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นท่านนาวินออกงิ้วแน่..! เรือล่องไปตาม น้ำที่กำลังลง เพราะห่างจากอ่าวเมาะตะมะแค่ ๓๐ ไมล์ พระจันทร์ดวงโต โผล่เหนือยอดไม้ด้านซ้ายมือ แสดงว่าเรากำลังล่องมาทางใต้ ลมแม่น้ำ เย็นสะท้านกาย อากาศคงใกล้เคียงกับที่เกาะพระฤๅษี เพราะติดน้ำ เหมือนกัน...
            ยี่สิบนาทีก็มาเทียบท่าน้ำวัดหนองบัว ท่านนาวินตะโกนเรียก พระเณรมาช่วยกันขนของ เสียงติดเครื่องปั่นไฟดังกระหึ่ม ครู่เดียวแสง ไฟฟ้าก็สว่างจ้าไปทั้งวัด เครื่องปั่นไฟเครื่องนี้อาตมาซื้อถวายมาเองแหละ เหนื่อยจนไม่มีอารมณ์จะคุยกับเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย แค่ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จมุดขึ้นที่นอนได้ก็ฟิวส์ขาดไปแล้ว..!

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏