ไปถึงห้วยสามแพร่ง เณรพาไปทางซ้ายก่อน บอกว่าจะพาไปดูช่อง น้ำไหลที่มีช้างน้ำ ปกติพวกเขาไม่กล้ามาแถวนั้น เณรคงเห็นว่าอาตมานอน ในป่าช้ามาทั้งคืนคงจะเก่ง เลยกล้าพามา “ฮ่า..คิดผิดแล้วอิ๊กคิว..!”
              ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยเรื่องช้างน้ำ อาตมาก็ขอเล่าแจ้งแถลงไขตาม คำบอกเล่าสืบๆ กันมาของคนแก่คนเฒ่านั้น ช้างน้ำก็คือ ช้างตัวเล็กๆ ที่ อาศัยอยู่ในน้ำ ไม่ใช่ฮิปโปโปเตมัส ไอ้เจ้านั่นควรจะเป็น “แรดน้ำ”...
              หน้าตาของเขาเหมือนช้างบกทั่วไป เพียงแต่ตัวเล็กและอยู่ ในน้ำ คนเราสมัยก่อนตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำทั้งนั้น เลยมีโอกาสพบเห็น และบอกต่อกันมา เป็นตำนาน เช่นเดียวกับนางเงือกและพญานาค...


รูปช้างน้ำกำลังผสมพันธ์ุกัน ตามจินตนาการของนักจิตรกรรม
มีชื่อเรียกกันทับศัพท์ตรง ๆ เลย ว่า กุญชรวารี


              ตามคำเล่าขาน ช้างน้ำมีอาถรรพ์ข่มสัตว์ป่าทั้งมวล เรียกว่าเป็น จ้าวแห่งสัตว์ป่าก็ได้ “เขาเล่าว่า” งาของมันซึ่งมีขนาดแค่ผลกล้วย ถ้าเอา ไปวางขวางด่านช้างไว้ ช้างทั้งโขลงยังไม่กล้าข้าม ต้องเปลี่ยนเส้นทาง เดินใหม่ ถึงขนาดนั้นเลย..!
              อาตมาพบบันทึกเกี่ยวกับช้างน้ำ ๒ – ๓ เรื่อง เรื่องแรกเป็นช้างน้ำ ขึ้นมาผสมพันธุ์กับช้างบก (คงทุลักทุเลพิลึก อย่างกับแมวแต่งงานกับเสือ) ลูกที่ออกมาทั้งเก่งกล้าทั้งฉลาด เรื่องนี้เกิดที่ริมแม่น้ำน่าน...
              เรื่องต่อไปเป็นนายทหารอากาศจาก บน. ๔ ตาคลี ไปตกปลาใน บึงบอระเพ็ด เห็นน้ำปั่นป่วนนึกว่าจระเข้ กลายเป็นช้างตัวเล็กๆ โผล่ขึ้นมา เขานึกว่าตัวเองตาฝาดไป ก็ช้างอะไรไปอยู่ในน้ำอย่างกับปลา...
              เรื่องที่สาม อยู่ในบันทึก “โลกเร้นลับ” ของนักเขียนเรื่องลึกลับตัวยง ของฝรั่ง คือ อาเธอร์ ซี. คล้าก เขาบันทึกเอาไว้ว่า ร้อยเอกฟรานเซ่น ชาว สเปน ไปเที่ยวป่าดงดิบประเทศเคนยา...
              ผู้กองแกหายไปตั้งสองปี กลับออกมาเป็นไข้ป่างอมเลย บอกกับญาติ และเพื่อนฝูงว่า ที่แกหายไปนาน เพราะไปพบช้างพันธุ์ใหม่ เลยเฝ้าตามศึกษา อย่างสนอกสนใจ ช้างพันธุ์ใหม่ของผู้กองฟรานเซ่น คือ ช้างน้ำ...
              เขาเล่าว่า เขาไปพบช้างแคระประหลาดฝูงหนึ่ง อาศัยอยู่ในน้ำ นานๆ จะยอมขึ้นบกซะที.. คนฟังลงความเห็นว่า ผู้กองแกเพ้อคลั่งเพราะ ไข้ป่า นายร้อยเอกของเราเลยงัดหลักฐานออกมาให้ดู...
              เป็นหนังช้างที่วัดแล้วได้แค่ ๕ ฟุต ซึ่งถ้าไม่ถูกถลกออกมาจากตัว ต้องเล็กกว่านั้นอีก ไอ้ที่พิสดารคือตัวเล็กเท่านั้นแต่ดันมีงาขนาดเป็นฟุตติด มาด้วย เรียกว่าแก่แทบเขี้ยวลากดินเลย...
              ร้อยเอกชาวสเปนยืนยันว่า เจ้าตัวนี้มันเป็นจ่าโขลงและตัวโตที่สุด น่าเสียดายที่ผู้กองไม่ทันให้รายละเอียดมากกว่านี้ ไข้ป่าดันกำเริบม่องเท่งไป ซะก่อน ทำอย่างกับหนังกำลังภายในแน่ะ..ทิ้งให้คนข้างหลังปวดหัวเล่น...
              ทีนี้มันประหลาดตรงที่ว่า ไทยกับเคนยาอยู่ห่างกันลิบโลก ดันมามี ตำนานเรื่องช้างน้ำตรงกันได้ ต้องยกย่องคนที่อุตส่าห์เขียนบันทึกเรื่องเอา ไว้ ไม่อย่างนั้นมีแต่คำบอกเล่ามันก็เชื่อกันยาก...
              มัวแต่เล่าเพลิน..เณรพาหลงซะแล้ว คงเป็นเพราะไม่ได้มาเอาเลย นั่นเอง เห็นมองซ้ายมองขวาจำแนกทิศทาง แล้วก็พาเดินต่อ อาตมาเองเห็น แต่ป่ากับป่าทึบไปหมด จำแนกไม่ออกว่าทางไหนเป็นทางไหน...


ตัวใหญ่ขนาดนี้ก็เถอะ เขาว่าแค่เอางาช้างน้ำขวางทางก็ต้องหลบ


              สละลำห้วยลุยไปในป่า ดินชุ่มน้ำเดินทียุบที มีป่าก็มีน้ำ แต่บรรดา คนเห็นแก่ตัวก็โค่นป่ากันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง มันน่าจะเอาไปขังไว้ใน ทะเลทรายซะให้เข็ด จะได้รู้คุณค่าของป่ากันซะบ้าง...
              มุดตามเณรไป จนกระทั่งเดินบนไม้ตายซากจะข้ามห้วย เณรหยุด อยู่บนสะพานธรรมชาติ เอามีดชี้บอกว่า “ถึงแล้วครับ..รูน้ำออก..” อย่าไป ยึดติดกับไวยากรณ์เลย แกพูดไทยได้ขนาดนี้ก็เยี่ยมแล้ว...
              เห็นตรงบริเวณนั้นเป็นเนินผา มีน้ำไหลพรั่งๆ ออกมาจากผา เป็น ต้นของลำห้วยสายนี้ อาตมาปีนลงไปจนถึง ยืนพิจารณาลักษณะของต้นน้ำ เณรเห็นอาตมาไม่กลัว เลยย่องตามลงมาด้วย...
              มันเป็นช่องสองช่อง ทะลุออกมาจากเนินเฉยๆ ช่องซ้ายโตกว่าบาตร นิดหน่อย อาตมาแหย่ด้ามกลดเข้าไปจนสุดแขน รวมความยาวตกวากว่าๆ ไม่กระทบอะไรเลย นอกจากน้ำกับน้ำ...
              ช่องขวาโตขนาดคนมุดเข้าไปได้ แต่มีหินใหญ่ก้อนเกือบเท่าตัวคน หล่นไปปิดไว้เกือบมิด เปิดทางรอบข้างขนาดฝ่ามือให้น้ำไหล เล่นปิดประตู ไม่ยอมรับแขกกันเลยนะ...
              ถ้ามีช้างน้ำจริง ตัวมันต้องสูงไม่เกินสองฟุตเท่านั้น ไม่อย่างนั้น จะเข้าออกลำบาก น้ำนี้คงเป็นลำธารใต้ดิน ไหลทะลุมาโผล่ออกตรงนี้ น้ำอุ่น ผิดกับที่อื่น เอ๊ะ..นั่นอะไร..? เป็นวงกลมคล้ายแหวน สีขาวอมเหลือง...
              อาตมาใช้ไม้กลดสอดแล้วงัดขึ้นมาจากน้ำ สวยจริงๆ..ทดลองสวมดู ขนาดนิ้วหัวแม่มือยังหลวมเลย จะเป็นงาช้างน้ำหรือเปล่าหนอ..? ถ้าเป็นงา ช้างน้ำก็แสดงว่า แม้เขาไม่ต้อนรับแขก แต่ก็ไม่ปล่อยให้แขกมาเก้อ แต่อาตมา ขอแค่มาดูเท่านั้น ไม่คิดจะเอาอะไรไป...
              โยนกลับไปตามเดิม ขอบใจมากที่ให้ดู..! สำรวจจนพอใจก็เดินต่อ เณรพาเดินไปพักใหญ่ ทางเริ่มชันขึ้น พื้นดินเป็นสีอรุณจัดมาก เกือบจะเป็น สีแบบจีวรของอาตมาเลย ถ้ามีทองละก็ ตรงนี้แทบติดผิวดินเลยล่ะ..!
              เณรชี้ให้ดูที่ผาใหญ่ มันมหึมาตระหง่านเงื้อม ข่มอาตมาจนเหลือตัว นิดเดียว ช่วงที่เราสองคนยืนอยู่เป็นช่วงที่ขาดถล่มลงมา บนหน้าผาเป็นไม้ แคระแกร็นเพราะอดน้ำ เหมือนกับใครเอาบอนไซไปประดับเอาไว้...
              ตรงนี้เห็นท้องฟ้าเลยคำนวณทิศทางได้ พอกะระยะถูกอาตมาก็ ขนลุก ถ้าไม่ผิดพลาด บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่เพรียงไฟที่หลวงพ่อบอก ขุดลง ไปเมตรเดียวก็เจอ น่าเสียดายที่ไม่มีเครื่องมือมาด้วย...


เลียงผาเป็นสัตว์ป่าสงวน แต่ที่นี่เขาล่ากันครับเจ้านาย..!


              ย้อนกลับลงมา..เจ้าประคุณเอ๋ย..ไอ้ขาซ้ายที่เป๋มาตั้งแต่วันแรก มันไม่ยอมเล่นด้วย เดินที่ราบหรือขึ้นเนินยังพอจะลากมันไปได้ ขาลงอาศัย มันยันรับน้ำหนักแต่ละที ปวดจนเห็นดาวเห็นเดือนเลย..!
              ลงถึงลำห้วยต้นน้ำ เณรเกียงดาชี้ให้ดูบนยอดไม้ ผึ้งหลวงรังใหญ่ กว่ากระด้งจับคอนอยู่ กิ่งที่มันจับคอนใหญ่กว่าขาอ่อนอาตมาตั้งเยอะ เณรเดิน วนดูรอบๆ ต้นแล้วบอกว่า “ไม่มีเจ้าของ...”
              อาตมาถามว่ารู้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าของ เณรอธิบายว่า ถ้ามีเจ้าของ เขาจะทำเครื่องหมายไว้ ว่าพลางเณรก็สับเปลือกไม้พลาง แล้วตัดกิ่งไม้เล็กๆ เสียบไว้ในช่องบาก เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ...
              “แล้วคนอื่นมาเขาไม่เอาไปเรอะ..?” อาตมาถามแล้วก็หน้าแตกเปรี๊ยะ เมื่อเณรตอบว่า “เขาไม่ขโมยกันหรอกครับ..!” ถามว่าต้องใช้คาถาอะไรเวลา ทำเครื่องหมายหรือเปล่า..? เณรบอกว่า “บ่” คือไม่ต้องมี...
              เสียงกู่ดังโหวกเหวกอยู่บนยอดเขา เณรบอกว่าพรานเขามาไล่ราว เลียงผา วิธีไล่ราว คือ ให้พรานซุ่มตามทางผ่านประจำของเลียงผา แล้วให้ ลูกไล่ตะโกนเอ็ดตะโร ให้เลียงผาตกใจหนีไปเข้าทางปืน...
              เณรกู่ให้สัญญาณว่าทางนี้มีคนอยู่ อย่าเผลอคิดว่าเลียงผา แล้วส่อง เปรี้ยงเข้าซะละ จากนั้นก็รีบแจวอ้าวน้ำกระจาย โธ่..มีใครไม่กลัวลูกปืนบ้าง ที่ราบแบบนี้อาตมาก็ไปได้เร็วเหมือนกัน..!
              ลุยตามลำห้วยไปจนถึงห้วยสามแพร่ง เณรถามว่าจะไปถ้ำค้างคาว หรือเปล่า..? พลางมองขาเป๋ ๆ ของอาตมาอย่างเป็นห่วง มีหรือที่จะไม่ไป เจ็บแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก ยังห่างหัวใจตั้งเยอะ..!
              อาศัยเกาะลำห้วยไปไม่นาน ก็แยกเข้าป่าอีกแล้ว เดินไปไม่ไกลนัก ก็ลงในห้วยแห้งอีก แผลใต้เท้าถูกกรวดทรายยัดเข้าไป ปวดซะจนเนื้อเต้น บางจังหวะดันย่ำลงบนหนาม ต้องเต้นจังหวะ “คุดทะราดเหยียบกรวด” ไปด้วย...